ฉีดโบท็อกกราม ที่ Dr.Lock Clinic
ประเมินกล้ามเนื้อกรามและโครงหน้าก่อนฉีด
เพื่อให้ใบหน้าช่วงล่างดูเล็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ
Home » Aesthetic Treatment » Botox » โบท็อกกราม
- Published:
- Last Modified: ตุลาคม 27, 2026
ใครที่ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าหน้าช่วงล่างดูกว้างกว่าที่ควร ลองกัดฟันแล้วเห็นมุมกรามนูนขึ้นมาเป็นก้อน ส่วนหนึ่งอาจมาจากกล้ามเนื้อกรามที่ใหญ่ขึ้นตามการใช้งานครับ กรณีแบบนี้โบท็อกกรามช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับหน้ากว้างทุกแบบ เพราะบางคนหน้าดูกว้างจากไขมัน โครงกระดูก หรือแก้มที่เริ่มตก ซึ่งฉีดไปแล้วอาจไม่ได้ผลอย่างที่คาดไว้
ผม หมอล็อค (นพ.สรวิศ ปางเศรณี ว.52448) เป็นคนประเมินและฉีดเองทุกเคสที่ Dr.Lock Clinic ในหน้านี้ผมรวบรวมเรื่องที่ควรรู้ก่อนฉีดโบท็อกกรามไว้ ตั้งแต่กลไกการทำงาน เคสที่เหมาะและไม่เหมาะ เหตุผลที่ต้องดูแก้มก่อนลดกราม การเลือกยี่ห้อ จำนวนยูนิต ผลข้างเคียงที่ควรรู้ ไปจนถึงการดูแลหลังฉีดและราคา เพื่อให้คุณใช้ตัดสินใจได้ตรงกับหน้าของตัวเองนะครับ
เลือกเนื้อหาที่ต้องการอ่าน
Toggleโบท็อกกรามคืออะไร ทำงานกับกล้ามเนื้อกรามอย่างไร
โบท็อกกราม คือการฉีดโบท็อก (Botox) เข้าที่กล้ามเนื้อกราม หรือกล้ามเนื้อ Masseter ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดหนาที่ใช้บดเคี้ยว อยู่บริเวณมุมกรามทั้งสองข้าง คนที่ชอบเคี้ยวอาหารแข็ง หรือกัดฟันเค้นฟันเป็นประจำ กล้ามเนื้อมัดนี้มักใหญ่ขึ้นตามการใช้งาน หน้าช่วงล่างเลยดูกว้างออกไปด้วย
ปกติกล้ามเนื้อจะหดตัวได้ก็ต่อเมื่อได้รับสัญญาณจากเส้นประสาทครับ โบท็อกจะเข้าไปยับยั้งการส่งสัญญาณนี้ที่ปลายประสาทเป็นการชั่วคราว กล้ามเนื้อกรามจึงออกแรงได้น้อยลง พอกล้ามเนื้อไม่ได้ถูกใช้เต็มแรงต่อเนื่องไปสักระยะ ขนาดก็ค่อย ๆ เล็กลง มุมกรามที่เคยนูนจะดูเรียบขึ้น และหน้าช่วงล่างดูแคบลงเมื่อมองจากด้านหน้า
ผลของโบท็อกกรามจึงไม่ได้เห็นภายในไม่กี่วันเหมือนการฉีดลดริ้วรอย เพราะต้องรอให้กล้ามเนื้อค่อย ๆ ลดขนาดลงก่อน ระหว่างนี้คนส่วนใหญ่ยังเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ แค่บางคนอาจรู้สึกล้าเวลาเคี้ยวของแข็งในช่วงแรก และเมื่อฤทธิ์ยาหมดไป กล้ามเนื้อก็จะกลับมาทำงานได้ตามเดิม คนที่อยากคงผลไว้จึงต้องกลับมาฉีดซ้ำเป็นระยะครับ
ใครที่อยากเห็นภาพรวมว่าโบท็อกใช้กับตำแหน่งไหนได้บ้าง และแต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นต่างกันอย่างไร อ่านต่อได้ที่ โบท็อกของ Dr.Lock Clinic
ฉีดโบท็อกกรามช่วยเรื่องไหนได้บ้าง
หน้าที่หลักของการฉีดโบท็อกกราม คือลดขนาดกล้ามเนื้อกรามที่ทำให้หน้าช่วงล่างดูกว้างครับ เมื่อกล้ามเนื้อเล็กลง มุมกรามที่เคยนูนออกด้านข้างจะดูเรียบขึ้น และก้อนที่ปูดขึ้นมาเวลากัดฟันก็เห็นน้อยลง งานวิจัยที่รวบรวมการศึกษาเรื่องนี้ระบุว่า การฉีดโบท็อกเป็นวิธีมาตรฐานที่ไม่ต้องผ่าตัดสำหรับกล้ามเนื้อกรามที่โต แม้ปริมาณยาที่ใช้จะยังไม่มีตัวเลขกลางที่ยอมรับตรงกันก็ตาม (อ้างอิง: งานวิจัยใน PubMed Central)
แต่โบท็อกกรามทำงานกับกล้ามเนื้ออย่างเดียวนะครับ ถ้าหน้าช่วงล่างดูกว้างเพราะไขมันใต้ผิว เหนียง หรือโครงกระดูกขากรรไกรที่กว้างมาแต่เดิม การลดขนาดกล้ามเนื้อจะเปลี่ยนรูปหน้าได้ไม่มาก ส่วนคนที่ผิวเริ่มหย่อนหรือแก้มเริ่มตก บางคนหน้าอาจดูหนักขึ้นหลังกล้ามเนื้อกรามเล็กลง เหตุนี้ผมจึงดูแก้มทุกครั้งก่อนวางแผน รายละเอียดอยู่ในหัวข้อการประเมินแก้มและโครงหน้าครับ
อีกเรื่องที่คนมาปรึกษามักสับสน คือโบท็อกกรามกับโบท็อกลิฟกรอบหน้า สองอย่างนี้เป็นคนละหัตถการกัน โบท็อกกรามฉีดเข้าในกล้ามเนื้อกรามเพื่อลดขนาด ส่วนโบท็อกลิฟกรอบหน้าฉีดที่ชั้นผิวตื้นตามแนวกรอบหน้า ร่วมกับกล้ามเนื้อบริเวณลำคอ (Platysma) โดยมุ่งให้ผิวแนวกรอบหน้าดูกระชับขึ้น ไม่ได้ลดความกว้างที่มาจากกล้ามเนื้อกราม ถ้าปัญหาหลักคือมุมกรามนูน การฉีดลิฟจึงไม่ได้แก้ตรงจุดครับ
บางคนที่มาปรึกษาเรื่องหน้าช่วงล่างกว้าง มีอาการนอนกัดฟันหรือปวดกรามร่วมด้วย งานวิจัยที่รวบรวมการศึกษาเรื่องนี้พบว่าโบท็อกอาจช่วยลดอาการปวดและความถี่ของการกัดฟันได้ แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่แข็งแรงพอจะสรุปได้แน่ชัด (อ้างอิง: งานวิจัยใน PubMed Central) การนอนกัดฟันยังเกี่ยวข้องกับฟันและการสบฟันด้วย ใครที่มีอาการนี้ ผมแนะนำให้พบทันตแพทย์เพื่อประเมินร่วมกันด้วยนะครับ
ใครเหมาะกับโบท็อกกราม และกรณีไหนควรใช้วิธีอื่น
หน้าช่วงล่างที่ดูกว้าง หรือที่หลายคนเรียกว่าหน้าเหลี่ยม เกิดได้จากหลายสาเหตุครับ บางคนกล้ามเนื้อกรามใหญ่จากการเคี้ยวของแข็งหรือของเหนียวเป็นประจำ หรือติดนิสัยกัดฟันเค้นฟันตอนเครียด บางคนมีไขมันบริเวณแก้มและใต้คางมาก บางคนกระดูกขากรรไกรกว้างมาแต่เดิม อีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่ผิวและไขมันแก้มเริ่มหย่อนลงมาอยู่ที่แนวกราม ซึ่งมักชัดขึ้นตามวัย และหลายคนก็มีมากกว่าหนึ่งสาเหตุรวมกัน
คนที่เหมาะกับโบท็อกกรามที่สุด คือคนที่ความกว้างมาจากกล้ามเนื้อเป็นหลัก วิธีสังเกตเบื้องต้นทำเองได้ไม่ยาก ลองกัดฟันแรง ๆ แล้วใช้นิ้วแตะบริเวณมุมกรามทั้งสองข้างดูครับ ถ้ารู้สึกถึงก้อนแข็งที่ดันนิ้วขึ้นมา แล้วนิ่มลงเมื่อคลายฟัน ส่วนนั้นคือกล้ามเนื้อกราม ก้อนนี้ยิ่งใหญ่และนูนชัด การลดขนาดก็ยิ่งเปลี่ยนรูปหน้าช่วงล่างให้เห็นได้ชัด โดยคนที่ผิวยังกระชับมักได้รูปหน้าที่เรียบร้อยกว่าคนที่ผิวเริ่มหย่อน
ในทางกลับกัน ถ้ากัดฟันแล้วแทบไม่รู้สึกถึงก้อนกล้ามเนื้อ แต่หน้าช่วงล่างยังดูกว้าง ความกว้างนั้นอาจมาจากไขมัน กระดูก หรือผิวที่หย่อน คนกลุ่มนี้ควรใช้วิธีที่ตรงกับสาเหตุมากกว่า เช่น วิธีลดไขมันเฉพาะจุด วิธียกกระชับผิว หรือการผ่าตัดกระดูกในเคสที่โครงกระดูกกว้างมาก ผมเปรียบเทียบแต่ละวิธีไว้ในหัวข้อวิธีอื่นด้านล่างครับ ส่วนคนที่กรามใหญ่จริง แต่แก้มเยอะและไขมันแก้มเริ่มตก เป็นกลุ่มที่ผมต้องคุยรายละเอียดก่อนทุกครั้ง เพราะฉีดแล้วอาจดูแก้มเยอะขึ้นได้
กรามใหญ่ข้างเดียวก็พบได้บ่อยเหมือนกัน ส่วนใหญ่มาจากความเคยชินที่เคี้ยวอาหารข้างเดียว กล้ามเนื้อข้างนั้นจึงทำงานหนักกว่า กรณีนี้โบท็อกช่วยได้ โดยผมจะวางปริมาณยาแยกแต่ละข้าง เพื่อให้ใบหน้าดูสมดุลขึ้น แต่ถ้าก้อนข้างเดียวนั้นไม่แข็งขึ้นเวลากัดฟัน มีอาการเจ็บ หรือโตขึ้นเรื่อย ๆ อาจไม่ใช่กล้ามเนื้อ ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุก่อนนะครับ
ทำไมต้องประเมินแก้มและโครงหน้าก่อนลดขนาดกราม
หลายคนเข้ามาพร้อมความตั้งใจว่าอยากให้กรามเล็กลงอย่างเดียว แต่กรามเป็นแค่ส่วนหนึ่งของหน้าช่วงล่างครับ ผลที่ออกมาจะดูดีแค่ไหน ขึ้นกับแก้ม โหนกแก้ม คาง และผิวรอบ ๆ ด้วย ที่ Dr.Lock Clinic ผมจึงไม่ได้ดูแค่มุมกราม แต่ดูทั้งใบหน้าก่อนตัดสินใจว่าเคสไหนควรฉีด และควรฉีดแค่ไหน
จากที่ผมพบในคนที่มาปรึกษา กลุ่มที่ต้องระวังมากที่สุด คือคนที่แก้มเยอะอยู่แล้ว และไขมันแก้มเริ่มตกลงมา พอกล้ามเนื้อกรามเล็กลง ความกว้างตรงมุมกรามจะลดลง แก้มที่อยู่เหนือขึ้นไปจึงเด่นขึ้นเมื่อเทียบกัน หน้าช่วงล่างเลยอาจดูแก้มเยอะขึ้น แทนที่จะดูเรียวลงอย่างที่ตั้งใจไว้ ถ้าเจอเคสแบบนี้ ผมจะบอกตรง ๆ ว่าผลที่คาดได้จะออกมาเป็นแบบไหน และคุยถึงทางเลือกที่ตรงกับปัญหามากกว่าการลดกรามอย่างเดียว
การดูหน้าตอนนิ่งอย่างเดียวก็ยังไม่พอครับ ผมจะให้กัดฟัน ยิ้ม และขยับหน้าตามปกติด้วย เพราะกล้ามเนื้อกรามของบางคนดูไม่ใหญ่ตอนหน้านิ่ง แต่นูนชัดตอนกัดฟันหรือเคี้ยว ส่วนตอนยิ้มก็ช่วยให้เห็นว่าบริเวณมุมปากและแก้มขยับอย่างไร ผมจะได้วางตำแหน่งฉีดให้หน้ายังยิ้มได้เป็นธรรมชาติ เป้าหมายคือหน้าต้องดูดีทุกมุม ไม่ใช่ดูเรียวแค่ตอนนิ่ง
หลังประเมินแล้ว ผมจะวางแผนร่วมกับคนไข้ทุกเคส ทั้งปริมาณยาของแต่ละข้าง ช่วงเวลาที่จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง และนัดดูผล โดยผมใช้หลักเริ่มจากปริมาณที่เหมาะกับกล้ามเนื้อจริง ถ้าดูผลแล้วยังลงไม่พอค่อยเติมเพิ่ม เพราะการเติมทีหลังทำได้ง่าย แต่ถ้าฉีดมากเกินไปแล้ว ทำได้แค่รอให้ฤทธิ์ยาหมดไปเองครับ
เลือกยี่ห้อโบท็อกสำหรับฉีดกรามอย่างไร
ที่ Dr.Lock Clinic มีโบท็อกให้เลือก 3 ยี่ห้อ ทุกตัวนำเข้าผ่านบริษัทตัวแทนในไทยและมีทะเบียน อย. ไทยครับ สำหรับเคสกราม ผมใช้ Aestox เป็นหลัก ส่วนอีกสามยี่ห้อจะเลือกตามขนาดกล้ามเนื้อ ประวัติการฉีดที่ผ่านมา และงบประมาณของแต่ละคน สิ่งที่ทำให้แต่ละยี่ห้อเหมาะกับเคสต่างกัน คือลักษณะการกระจายตัวของยาหลังฉีด และกระบวนการผลิตของตัวยา ยี่ห้อที่ต่างกันจึงไม่ได้แปลว่าตัวหนึ่งดีกว่าอีกตัว แต่เป็นเรื่องของการเลือกให้ตรงกับกล้ามเนื้อและความต้องการของแต่ละคน
Aestox
Aestox ผลิตโดยบริษัท Hugel ประเทศเกาหลีใต้ นำเข้าโดยบริษัท เอสเทค ฟาร์มา จำกัด และได้รับการรับรองจาก อย. ไทยและ KFDA ของเกาหลี ตัวยากระจายตัวค่อนข้างแคบ จึงอยู่บริเวณที่ฉีดเป็นหลัก ที่คลินิกมีขนาด 100 ยูนิตและ 200 ยูนิต กรามขนาดทั่วไปใช้ขวด 100 ยูนิตได้ และยังเหลือพอฉีดตำแหน่งอื่นในครั้งเดียวกัน ส่วนคนที่กล้ามเนื้อกรามหนามาก ขวด 200 ยูนิตจะเหมาะกว่า Aestox จึงเป็นยี่ห้อที่ผมใช้กับเคสกรามเป็นส่วนใหญ่ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่ Aestox ของ Dr.Lock Clinic
Xeomin
Xeomin ผลิตโดยบริษัท Merz ประเทศเยอรมนี นำเข้าโดยบริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จุดต่างของยี่ห้อนี้คือกระบวนการผลิตที่แยกโปรตีนห่อหุ้ม (Complexing Proteins) ออก เหลือไว้แต่ส่วนที่ออกฤทธิ์ เนื่องจากโบท็อกกรามต้องฉีดซ้ำต่อเนื่องหลายปี ผมจึงเลือก Xeomin ให้คนที่ฉีดกรามมานาน หรือกังวลเรื่องการดื้อยา ซึ่งหมายถึงภาวะที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทานจนยาออกฤทธิ์น้อยลง อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่ Xeomin ของ Dr.Lock Clinic
Allergan
Allergan ผลิตโดยบริษัท Allergan สหรัฐอเมริกา เป็นโบท็อกยี่ห้อแรกที่ใช้ในทางการแพทย์ และมีข้อมูลการใช้งานยาวนานที่สุดในกลุ่มนี้ ตัวยากระจายตัวแคบ อยู่ตรงตำแหน่งที่ฉีด ราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่น สำหรับเคสกราม ผมใช้ Allergan กับคนที่กรามใหญ่มาก หรือเคยฉีดยี่ห้ออื่นแล้วกรามลงยากหรือคลายตัวเร็ว อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่ Allergan ของ Dr.Lock Clinic
ฉีดโบท็อกกรามหรือวิธีอื่น เลือกตามสาเหตุ
หน้าช่วงล่างที่กว้างจากคนละสาเหตุ ต้องใช้คนละวิธีครับ โบท็อกกรามช่วยได้เฉพาะส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อ ถ้าความกว้างมาจากไขมัน ผิวที่หย่อน หรือสัดส่วนของคาง วิธีอื่นจะตรงจุดกว่า และบางคนก็ต้องใช้มากกว่าหนึ่งวิธีร่วมกัน ตารางนี้สรุปให้เห็นว่าแต่ละวิธีเหมาะกับสาเหตุไหน และช่วยได้แค่ไหน
| วิธี | เหมาะกับหน้ากว้างจากสาเหตุไหน | หลักการ | ผลที่คาดได้และข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
| โบท็อกกราม (Masseter Botox) | กล้ามเนื้อกรามใหญ่ กัดฟันแล้วนูนเป็นก้อน | ลดการทำงานของกล้ามเนื้อกรามด้วย Botox จนกล้ามเนื้อเล็กลง | มุมกรามดูเรียบขึ้น หน้าช่วงล่างแคบลง ต้องฉีดซ้ำเมื่อฤทธิ์ยาหมด ทุก 4-6 เดือน ไม่ช่วยเรื่องไขมัน กระดูก หรือผิวหย่อน |
| ฉีดสลายไขมัน (Meso Fat) อ่านต่อ Meso Fat ของ Dr.Lock Clinic | ไขมันใต้คางหรือเหนียงที่ทำให้หน้าช่วงล่างดูหนา | ฉีดสารเข้าชั้นไขมันเพื่อลดไขมันเฉพาะจุด | ไขมันบริเวณที่ฉีดบางลง จำนวนครั้งขึ้นกับการประเมิน ไม่ช่วยลดกล้ามเนื้อหรือยกผิว |
| ร้อยไหม (Thread Lift) อ่านต่อ ร้อยไหมของ Dr.Lock Clinic | ผิวและไขมันแก้มหย่อนลงมาที่แนวกราม มีกระเปาะแก้ม | สอดไหมละลายใต้ผิวเพื่อยกเนื้อเยื่อที่หย่อนขึ้น | ผิวที่เคยหย่อน กระชับขึ้นทันทีหลังทำส่วนหนึ่ง แนวกรามดูคมขึ้น ไม่ได้ลดขนาดกล้ามเนื้อหรือกระดูก |
| HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) อ่านต่อ HIFU ของ Dr.Lock Clinic | ผิวเริ่มหย่อนเล็กน้อยถึงปานกลาง | ส่งพลังงานอัลตราซาวด์ลงชั้นลึกใต้ผิวเพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อกระชับ | ผิวแนวกรามกระชับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป คุณภาพผิวโดยรวมดีขึ้น ไม่ได้ลดขนาดกล้ามเนื้อ |
| XERF (Dual-Frequency Monopolar RF) อ่านต่อ XERF ของ Dr.Lock Clinic | ผิวหย่อนร่วมกับผิวไม่กระชับ | ใช้คลื่นวิทยุสองความถี่ให้ความร้อนตั้งแต่ชั้นหนังแท้ถึงชั้นไขมัน | เห็นผลเต็มที่ราว 1–3 เดือน ผลอยู่ราว 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ไม่ได้ลดขนาดกล้ามเนื้อ |
| ฟิลเลอร์คาง (Chin Filler) อ่านต่อ ฟิลเลอร์ของ Dr.Lock Clinic | คางสั้นหรือคางถอย ทำให้หน้าช่วงล่างดูกว้างกว่าจริง | เติมฟิลเลอร์ที่คางเพื่อปรับสัดส่วนของหน้าช่วงล่าง | หน้าดูยาวและเรียวขึ้นจากสัดส่วนที่เปลี่ยน แต่ไม่ได้ลดความกว้างของกรามจริง |
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่วิธีในตารางช่วยได้น้อย คือคนที่ความกว้างมาจากกระดูกขากรรไกรเป็นหลัก กรณีนี้การแก้ที่ต้นเหตุคือการผ่าตัดกระดูกขากรรไกร ซึ่งเป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องประเมินโดยศัลยแพทย์เฉพาะทาง และต้องพักฟื้นนานกว่าวิธีในตารางมาก ถ้าตอนประเมินผมพบว่าโครงกระดูกเป็นสาเหตุหลัก ผมจะบอกตรง ๆ ว่าโบท็อกกรามช่วยได้แค่ไหน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้จากข้อมูลจริงครับ
ฉีดโบท็อกกรามอันตรายไหม
โดยรวมแล้ว โบท็อกกรามเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ไม่ได้ปลอดผลข้างเคียงเสียทีเดียวครับ งานวิจัยที่ติดตามการฉีดกรามมากกว่าสองพันครั้งพบว่า อาการที่เจอบ่อยที่สุดคือแรงเคี้ยวลดลงชั่วคราว ส่วนรอยช้ำ ปวดศีรษะ ยิ้มไม่สุด ก้อนปูดเวลาเคี้ยว หรือแก้มตอบ พบได้ไม่บ่อย (อ้างอิง: งานวิจัยใน PubMed) อีกงานวิจัยที่รวบรวมรายงานผลข้างเคียงจากหลายการศึกษา พบว่าอาการส่วนใหญ่เกิดในช่วง 2–4 สัปดาห์หลังฉีด และหายไปเองภายในราว 3 เดือน (อ้างอิง: งานวิจัยใน PubMed)
อาการที่พบได้ทั่วไปหลังฉีด คือเจ็บหรือมีรอยช้ำเล็ก ๆ ตรงจุดที่เข็มผ่าน ซึ่งจางไปเองในไม่กี่วัน บางคนช่วงแรกจะรู้สึกล้าเวลาเคี้ยวของแข็งหรือของเหนียว เพราะกล้ามเนื้อกรามออกแรงได้น้อยลง ส่วนใหญ่ยังกินอาหารได้ตามปกติ และค่อย ๆ ชินไปเองครับ
อาการกลุ่มที่เหลือมักเกี่ยวกับตำแหน่ง ความลึก และปริมาณยาที่ฉีด ถ้ายากระจายไปถึงกล้ามเนื้อที่ใช้ยิ้มซึ่งอยู่ติดด้านหน้าของกล้ามเนื้อกราม อาจยิ้มได้ไม่สุดหรือยิ้มเบี้ยว ถ้ายาไปไม่ทั่วทั้งมัด ส่วนที่ไม่ได้รับยาอาจปูดเป็นก้อนเวลาเคี้ยว ส่วนคนที่ผิวเริ่มหย่อน แก้มอาจดูตอบหรือหย่อนลงหลังกล้ามเนื้อเล็กลง ผมจึงให้กัดฟันเพื่อคลำหาขอบเขตของกล้ามเนื้อจริงก่อนฉีดทุกครั้ง และวางจุดฉีดให้อยู่ภายในตัวกล้ามเนื้อ ห่างจากขอบ ซึ่งเป็นหลักที่ช่วยลดโอกาสเกิดอาการเหล่านี้ อาการกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นชั่วคราว และดีขึ้นเมื่อฤทธิ์ยาค่อย ๆ หมดไป
นอกจากผลข้างเคียงเฉพาะที่ ในเอกสารกำกับยาของโบท็อกทุกยี่ห้อยังมีคำเตือนว่า ฤทธิ์ยาอาจกระจายออกไปไกลจากจุดที่ฉีดได้ อาการอาจเกิดได้ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงหลายสัปดาห์หลังฉีด (อ้างอิง: เอกสารกำกับยา Botox Cosmetic) ภาวะนี้พบได้น้อยมากในการฉีดเพื่อความงาม แต่ถ้ามีอาการต่อไปนี้หลังฉีด ควรไปโรงพยาบาลทันที แล้วแจ้งให้แพทย์ทราบว่าเพิ่งฉีดโบท็อกมา
- กลืนลำบาก สำลักง่าย หรือพูดไม่ชัด เพราะเป็นสัญญาณว่าฤทธิ์ยาอาจไปถึงกล้ามเนื้อที่ใช้กลืนและออกเสียง
- หายใจลำบาก หรือรู้สึกหายใจไม่อิ่ม ถือเป็นอาการเร่งด่วนที่สุด ไม่ควรรอดูอาการเอง
- กล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายอ่อนแรงผิดปกติ เช่น ยกแขนหรือเดินแล้วรู้สึกไม่มีแรง ทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกายหนัก
- มองเห็นภาพซ้อน ตาพร่า หรือหนังตาตก โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นพร้อมอาการข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น
ส่วนอาการที่ไม่เร่งด่วนแต่ควรให้ผมดู คือยิ้มเบี้ยวชัด ก้อนปูดเวลาเคี้ยว หรือรอยช้ำบวมที่ไม่ดีขึ้นหลังผ่านไปหลายวัน แจ้งเข้ามาที่คลินิกได้เลยครับ ผมจะนัดมาประเมินว่าควรดูแลอย่างไรต่อ
ใครควรเลื่อนหรือแจ้งหมอก่อนฉีด
โบท็อกออกฤทธิ์ที่จุดเชื่อมระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ คนที่มีโรคประจำตัวบางกลุ่ม หรือกินยาบางชนิด จึงอาจได้รับผลจากยามากกว่าคนทั่วไป เอกสารกำกับยาของโบท็อกระบุทั้งกรณีที่ห้ามฉีดและกรณีที่ต้องระวังไว้ชัดเจน (อ้างอิง: เอกสารกำกับยา Botox Cosmetic) ผมจึงซักประวัติเรื่องเหล่านี้ทุกครั้งก่อนฉีดครับ ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มแรก ควรเลื่อนไปก่อน
- ตั้งครรภ์ วางแผนจะตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยต่อทารก ควรรอให้คลอดและหย่านมก่อน
- มีการติดเชื้อหรืออักเสบบริเวณแก้มและกราม เช่น สิวอักเสบ แผล หรือผื่น ควรรอให้หายก่อน เพราะเป็นข้อห้ามฉีดในเอกสารกำกับยา
- เคยแพ้โบท็อกยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง หรือแพ้ส่วนประกอบในยา กลุ่มนี้ไม่ควรฉีดโบท็อกทุกยี่ห้อ
- อายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะเอกสารกำกับยาไม่แนะนำให้ใช้เพื่อความงามในกลุ่มอายุนี้
ส่วนกลุ่มที่สองยังฉีดได้ แต่ต้องแจ้งให้ผมทราบก่อน เพื่อปรับแผนหรือปริมาณยาให้เหมาะ
- มีโรคของกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) หรือ ALS เพราะเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่รุนแรงกว่าคนทั่วไป
- เคยมีปัญหาการกลืนหรือการหายใจ เช่น หอบหืด หรือโรคปอดเรื้อรัง
- มีโรคหัวใจ หรือมีภาวะเลือดออกง่าย เพื่อให้ผมประเมินความเสี่ยงและเตรียมการก่อนฉีด
- กินยาหรือเพิ่งได้รับยาบางกลุ่ม ได้แก่ ยาปฏิชีวนะชนิดฉีด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้หรือยาแก้หวัด ยานอนหลับ และยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด ยากลุ่มแรก ๆ อาจเสริมฤทธิ์ของโบท็อก ส่วนยากลุ่มหลังทำให้ช้ำง่ายขึ้น ควรนำรายชื่อยาและอาหารเสริมที่กินอยู่มาด้วย
- เคยฉีดโบท็อกมาก่อน ทั้งยี่ห้อ ตำแหน่ง และวันที่ฉีดครั้งล่าสุด โดยเฉพาะถ้าฉีดตำแหน่งใดก็ตามภายใน 3–4 เดือนที่ผ่านมา หรือเคยมีผลข้างเคียงจากการฉีด
- เคยผ่าตัดบริเวณใบหน้า หรือมีแผนจะผ่าตัด เพราะโครงสร้างใบหน้าที่เปลี่ยนไปมีผลกับการวางตำแหน่งฉีด
ขั้นตอนการฉีดโบท็อกกรามที่ Dr.Lock Clinic
การฉีดโบท็อกกรามใช้เวลาฉีดจริงไม่นาน แต่ส่วนที่ผมให้เวลามากที่สุดคือช่วงก่อนฉีด ทั้งการประเมินกล้ามเนื้อ การคุยแผน และการเปิดยาให้ดูต่อหน้า เพราะผลที่ออกมาขึ้นกับการวางแผนตั้งแต่ต้นครับ ขั้นตอนทั้งหมดเรียงตามนี้
- ซักประวัติและประเมินหน้า ผมถามเรื่องโรคประจำตัว ยาที่กินอยู่ และประวัติการฉีดโบท็อกครั้งก่อน ตามรายการในหัวข้อที่แล้ว จากนั้นดูหน้าตอนนิ่ง ตอนยิ้ม และตอนกัดฟัน คลำขอบเขตของกล้ามเนื้อกรามทั้งสองข้าง และดูแก้มกับโครงหน้าประกอบกัน
- สรุปแผนก่อนเริ่ม ผมแจ้งว่าเคสนี้เหมาะกับโบท็อกกรามหรือไม่ ควรใช้ยี่ห้อไหน ใช้ประมาณกี่ยูนิตในแต่ละข้าง ผลที่คาดได้เป็นอย่างไร และค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้คนไข้ตัดสินใจก่อนเริ่มทุกครั้ง
- แกะกล่องและผสมยาให้ดูต่อหน้า ผมหยิบกล่องใหม่ที่ยังไม่แกะมาให้ดู ให้คนไข้ตรวจเลข Lot. ที่กล่องกับขวดว่าตรงกัน สแกน QR Code ตรวจสอบยาแท้ แล้วผสมยากับน้ำเกลือให้เห็นก่อนฉีด
- เตรียมผิวและลดความเจ็บ ทำความสะอาดผิวบริเวณแก้มและกราม แปะยาชา และประคบเย็นก่อนฉีด เพื่อให้รู้สึกสบายขึ้นระหว่างทำ
- ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อกราม ผมให้กัดฟันอีกครั้งเพื่อยืนยันขอบเขตของกล้ามเนื้อ แล้วฉีดหลายจุดให้อยู่ภายในตัวกล้ามเนื้อ ห่างจากขอบด้านหน้าที่ใกล้กับกล้ามเนื้อที่ใช้ยิ้ม และวางปริมาณแยกตามขนาดของแต่ละข้าง
- แนะนำการดูแลและนัดดูผล หลังฉีดผมอธิบายข้อปฏิบัติช่วงแรก และอาการที่ต้องแจ้งกลับมา จากนั้นนัดดูผลหลังกล้ามเนื้อเริ่มเปลี่ยน เพื่อดูว่าสองข้างลงเท่ากันไหม และต้องเติมเพิ่มหรือไม่
หลังฉีดเสร็จ ส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติในวันเดียวกัน อาจมีรอยเข็มหรือรอยแดงเล็ก ๆ ตรงจุดที่ฉีดอยู่ไม่นาน ส่วนเรื่องที่ควรทำและควรเลี่ยงหลังฉีด ผมสรุปไว้ในหัวข้อการดูแลหลังฉีดครับ
ฉีดโบท็อกกรามใช้กี่ยูนิต เห็นผลเมื่อไหร่ และควรฉีดซ้ำห่างแค่ไหน
ตัวเลขในหัวข้อนี้เป็นช่วงโดยประมาณ ยูนิตที่ใช้จริง ช่วงเวลาเห็นผล และระยะที่ผลอยู่ได้ ขึ้นกับขนาดของกล้ามเนื้อ ยี่ห้อที่เลือก และร่างกายของแต่ละคนครับ ผมแยกเป็นเรื่อง ๆ ไว้ให้ดูง่าย
ฉีดกรามใช้กี่ยูนิต
สำหรับยี่ห้อที่ใช้หน่วยนับแบบเดียวกัน อย่าง Aestox, Xeomin และ Allergan การฉีดลดกรามมักใช้ราว 40–60 ยูนิต รวมสองข้าง คนที่กล้ามเนื้อกรามหนามากอาจใช้มากกว่านี้ ส่วนคนที่สองข้างไม่เท่ากัน ผมจะวางยูนิตแต่ละข้างไม่เท่ากันด้วย การเลือกยูนิตจึงต้องดูจากกล้ามเนื้อจริงของแต่ละคน
ฉีดแล้วกี่วันเห็นผล
โบท็อกกรามเห็นผลช้ากว่าการฉีดลดริ้วรอย ช่วง 2 สัปดาห์แรก กล้ามเนื้อกรามจะเริ่มนิ่มลง กัดฟันแล้วก้อนนูนน้อยลง แต่หน้ายังดูไม่เปลี่ยนมาก หน้าช่วงล่างจะดูเรียวลงชัดราว 1 เดือนหลังฉีด เพราะกล้ามเนื้อต้องใช้เวลาลดขนาด ใครที่มีงานสำคัญ ควรฉีดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือนครับ
ผลอยู่ได้นานแค่ไหน
ผลของโบท็อกกรามอยู่ได้ประมาณ 3–6 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ปัจจัยที่ทำให้แต่ละคนต่างกัน ได้แก่ ขนาดของกล้ามเนื้อ ปริมาณยาที่ฉีด ยี่ห้อ และพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อ เช่น การกัดฟันหรือเคี้ยวของแข็งเป็นประจำ เมื่อฤทธิ์ยาหมด กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ กลับมาทำงานและขยายขนาดขึ้นอีกครั้ง
ฉีดซ้ำต่อเนื่องหลายรอบ ต้องรู้อะไรบ้าง
คนที่อยากคงรูปหน้าไว้ มักกลับมาฉีดซ้ำเป็นระยะ ผมแนะนำให้เว้นห่างอย่างน้อย 4-6 เดือนต่อครั้ง เหตุผลแรกคือเรื่องการดื้อยา ซึ่งพบไม่บ่อย แต่ความเสี่ยงอาจสูงขึ้นเมื่อฉีดถี่หรือใช้ปริมาณยามาก การใช้ปริมาณเท่าที่จำเป็น และเว้นระยะให้นานพอ จึงช่วยลดความเสี่ยงนี้
การเตรียมตัวและดูแลหลังฉีดโบท็อกกราม
ก่อนฉีดโบท็อกกราม ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากครับ เรื่องหลักคือแจ้งโรคประจำตัว ยา และอาหารเสริมที่กินอยู่ให้ผมทราบตามรายการในหัวข้อเรื่องใครควรเลื่อน ถ้าวันนั้นมีสิวอักเสบหรือแผลบริเวณแก้มและกราม ควรเลื่อนนัดไปก่อน ใครที่มีงานสำคัญ ควรนัดฉีดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน เพราะหน้าช่วงล่างต้องใช้เวลาราวนั้นกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัด และวันที่มาฉีดแนะนำให้มาแบบไม่แต่งหน้าบริเวณแก้มและกราม
หลังฉีด ช่วงแรกเป็นช่วงที่ยากำลังจับกับปลายประสาทในกล้ามเนื้อ การดูแลตัวเองช่วงนี้ช่วยให้ยาทำงานตรงตำแหน่งที่วางไว้ ข้อปฏิบัติที่ผมแนะนำมีดังนี้
- ขยับกล้ามเนื้อกรามเบา ๆ ทันทีหลังฉีด เช่น เคี้ยวหมากฝรั่ง หรือกัดฟันสลับคลายเบา ๆ ราว 15–30 นาที เพื่อให้ยาซึมเข้ากล้ามเนื้อที่ฉีดได้ดี
- ไม่นอนราบ 3–4 ชั่วโมงแรก นั่งหรือยืนตามปกติ เพื่อลดโอกาสที่ยาจะเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่ฉีด
- งดนวด กด หรือขัดหน้าบริเวณที่ฉีด 2 สัปดาห์ รวมถึงการนวดหน้าหรือกดจุดที่ร้านสปา เพราะแรงกดอาจทำให้ยากระจายไปกล้ามเนื้อข้างเคียง
- เลี่ยงความร้อน 2 สัปดาห์ เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ แช่น้ำร้อน หรือทำเลเซอร์ที่ใช้ความร้อนบริเวณใบหน้า
- งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพราะทำให้หลอดเลือดขยาย และช้ำง่ายขึ้น
- แต่งหน้าได้หลังผ่านไปราว 4 ชั่วโมง โดยลงเบามือ ไม่ถูแรงตรงจุดที่ฉีด
- กินอาหารได้ตามปกติ ถ้าช่วงแรกรู้สึกล้าเวลาเคี้ยวของแข็ง ให้เลือกอาหารที่เคี้ยวง่ายขึ้นไปก่อนสักระยะ
ถ้ามีอาการผิดปกติตามที่เล่าไว้ในหัวข้อเรื่องความเสี่ยง แจ้งเข้ามาที่คลินิกได้เลยครับ และถ้าเป็นสัญญาณเตือนกลุ่มเร่งด่วน ให้ไปโรงพยาบาลทันที
ราคาโบท็อกกรามแยกตามยี่ห้อ
ราคาของโบท็อกกรามขึ้นกับสามเรื่องหลักครับ เรื่องแรกคือยี่ห้อที่เลือก เพราะต้นทุนของแต่ละยี่ห้อต่างกัน เรื่องที่สองคือจำนวนยูนิตที่ใช้ ซึ่งขึ้นกับขนาดและความหนาของกล้ามเนื้อกราม และเรื่องที่สามคือกล้ามเนื้อสองข้างของแต่ละคน บางคนข้างหนึ่งใหญ่กว่าอีกข้างชัด จึงต้องใช้ยาไม่เท่ากัน ราคาโบท็อกกรามรวมสองข้างที่ Dr.Lock Clinic โดยประมาณเป็นดังนี้
- ถ้าเลือกใช้ Aestox 100 unit ราคา 5,900-6,900 บาท, 50 unit ราคา3,900-4,900 บาท
- ถ้าเลือกใช้ Xeomin 100 unit ราคา 9,900-12,500 บาท
- ถ้าเลือกใช้ Allergan 100 unit ราคา 15,500 บาท
ราคาที่แน่นอนของแต่ละคน ผมจะสรุปให้หลังประเมินกล้ามเนื้อจริง พร้อมบอกยี่ห้อและจำนวนยูนิตที่ใช้ก่อนเริ่มฉีดทุกครั้ง ส่วนการปรึกษาและประเมินหน้าไม่มีค่าใช้จ่ายครับ
ถ้าอยากรู้คร่าว ๆ ก่อนว่าหน้าช่วงล่างของคุณกว้างจากกล้ามเนื้อกราม และน่าจะเหมาะกับโบท็อกกรามไหม ส่งรูปมาให้ผมดูทาง LINE @drlockclinic ได้เลยครับ ขอรูปหน้าตรง รูปด้านข้างทั้งซ้ายและขวา และรูปตอนกัดฟันแน่น ๆ อีกหนึ่งรูป ถ่ายในที่แสงสว่างโดยไม่ใช้ฟิลเตอร์ ผมจะดูรูปเองแล้วตอบกลับว่าเคสของคุณควรมาประเมินต่อที่คลินิก หรือควรพิจารณาวิธีอื่นแทน
คำถามที่พบบ่อย
คำถามในหัวข้อนี้เป็นเรื่องที่คนมาปรึกษาเรื่องโบท็อกกรามถามผมบ่อย นอกเหนือจากที่เล่าไว้ในหัวข้อก่อนหน้า บางข้อขึ้นกับหน้าและกล้ามเนื้อของแต่ละคน คำตอบจึงเป็นภาพกว้าง แล้วผมจะลงรายละเอียดให้ตอนประเมินจริงครับ
ฉีดโบท็อกกรามเจ็บไหม
ส่วนใหญ่รู้สึกเจ็บแปลบตอนเข็มผ่านผิวและตอนเดินยาเข้ากล้ามเนื้อ แต่ละจุดใช้เวลาไม่นาน ก่อนฉีดผมแปะยาชาและประคบเย็นให้ เพื่อลดความรู้สึกเจ็บ คนไข้ส่วนใหญ่ทนได้สบายครับ ใครที่กลัวเข็มมาก บอกผมก่อนเริ่มได้ ผมจะค่อย ๆ ฉีดทีละจุดและพักให้ระหว่างทาง
ฉีดก่อนงานสำคัญ 2 สัปดาห์ จะทันไหม
กรณีจำเป็นเร่งด่วน เป็นระยะเวลาขั้นต่ำที่พอเห็นผลครับ ช่วง 2 สัปดาห์แรก กล้ามเนื้อกรามเริ่มนิ่มลง แต่หน้ายังดูไม่เปลี่ยนมาก หน้าช่วงล่างจะดูเรียวชัดราว 1 เดือนหลังฉีด ถ้าอยากให้ทันงานแต่งงาน งานรับปริญญา หรือวันถ่ายรูป ควรฉีดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน และเผื่อเวลาไว้สำหรับนัดดูผลด้วย
ผู้ชายฉีดโบท็อกกรามแล้ว กรามจะหายเหลี่ยมไหม
ไม่หายไปทั้งหมดครับ ความเหลี่ยมของกรามมาจากทั้งกล้ามเนื้อและมุมของกระดูกขากรรไกร โบท็อกลดได้แค่ส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อ มุมกระดูกจึงยังอยู่ ผู้ชายหลายคนที่มาปรึกษาไม่ได้อยากให้หน้าเรียวมาก แค่อยากให้มุมกรามที่นูนออกด้านข้างดูเบาลง ผมจะคุยเป้าหมายให้ชัดก่อน แล้ววางปริมาณยาให้หน้ายังดูคมแบบผู้ชาย ไม่ให้ดูหวานจนเกินไป
หยุดฉีดแล้ว กรามจะกลับมาใหญ่กว่าเดิมไหม
ไม่ใหญ่กว่าเดิมเพราะการหยุดฉีดครับ เมื่อฤทธิ์ยาหมด กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ กลับมาทำงาน และขยายขนาดกลับไปตามการใช้งานในชีวิตประจำวัน คนที่ยังกัดฟันหรือเคี้ยวของแข็งเป็นประจำ กล้ามเนื้อก็มีแนวโน้มกลับไปใกล้เคียงขนาดเดิม ส่วนคนที่ลดพฤติกรรมเหล่านี้ได้ ผลมักคงอยู่ได้นานกว่า
ฉีดโบท็อกกรามพร้อมจุดอื่นในวันเดียวกันได้ไหม
ได้ครับ หลายคนฉีดกรามพร้อมลดริ้วรอยบริเวณหน้าผากหรือหางตาในครั้งเดียว ขวด Aestox ขนาด 100 ยูนิตมักเพียงพอสำหรับกรามและริ้วรอยอีกหนึ่งถึงสองตำแหน่ง ผมจะคำนวณปริมาณยารวมของทุกจุดในครั้งนั้นด้วย เพื่อไม่ให้ใช้ยามากเกินความจำเป็น
ฉีดโบท็อกกรามซ้ำได้เมื่อไหร่
ควรเว้นห่างอย่างน้อย 4-6 เดือนนับจากครั้งล่าสุด และไม่จำเป็นต้องฉีดตามรอบเวลาตายตัว ทางที่ดีคือรอให้กล้ามเนื้อเริ่มกลับมาทำงาน กัดฟันแล้วรู้สึกว่าก้อนกล้ามเนื้อนูนขึ้นอีกครั้ง แล้วค่อยเข้ามาให้ผมประเมินใหม่ ปริมาณยาในครั้งต่อไปอาจไม่เท่าครั้งแรก ขึ้นกับว่ากล้ามเนื้อตอนนั้นเป็นอย่างไรครับ
ปรึกษาเรื่องฉีดโบท็อกกรามกับหมอล็อคที่ Dr.Lock Clinic โคราช
โบท็อกกรามได้ผลดีที่สุดกับคนที่หน้าช่วงล่างกว้างเพราะกล้ามเนื้อกรามเป็นหลัก ส่วนคนที่ความกว้างมาจากไขมัน กระดูก หรือแก้มที่เริ่มตก การเลือกวิธีให้ตรงสาเหตุสำคัญกว่าการเลือกยี่ห้อครับ สิ่งที่ตัดสินว่าฉีดแล้วหน้าจะดูดีขึ้นจริงหรือไม่ จึงอยู่ที่การประเมินก่อนฉีด ทั้งกล้ามเนื้อกรามแต่ละข้าง แก้ม และโครงหน้า ในท่านิ่ง ท่ายิ้ม และท่ากัดฟัน
สำหรับคนโคราชและจังหวัดใกล้เคียง ไม่ต้องเดินทางไปถึงกรุงเทพครับ ที่ Dr.Lock Clinic โคราช ผมประเมินและฉีดเองทุกเคส ถ้าอยากรู้ว่ากรามของคุณเหมาะกับโบท็อกกรามไหม และควรใช้ยี่ห้อหรือปริมาณเท่าไหร่ นัดเข้ามาให้ผมดูหน้าและคลำกล้ามเนื้อจริงได้ทุกวัน เวลา 11:00–20:00 น. โทรนัดได้ที่ 084-196-4598 หรือทักมานัดวันเวลาทาง LINE @drlockclinic
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ ผลลัพธ์ของแต่ละหัตถการขึ้นอยู่กับสภาพผิวและลักษณะปัญหาของแต่ละบุคคล ผู้ที่สนใจควรเข้ารับการประเมินและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทุกครั้ง