เจาะลึก Hifu (ไฮฟู่) นวัตกรรม SMAS LIFT
ยกกระชับหน้า V-Shape ไม่เจ็บจริงไหม
Home » Skin innovations » Hifu
ใครที่กำลังมองหาตัวช่วย ยกกระชับหน้า หรือสนใจทำ Hi Fusion หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า Hifu (ไฮฟู่) เพื่อแก้ปัญหาแก้มห้อยและกรอบหน้าไม่ชัด วันนี้หมอมีคำตอบมาฝากครับ ปัญหาความหย่อนคล้อยถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของผิวเมื่ออายุเพิ่มขึ้น หลายคนอยากหน้าเรียววีเชฟ (V-Shape) แต่ก็ “กลัวเข็ม” และ “กลัวเจ็บ” จากประสบการณ์ทำ Hifu รุ่นเก่าๆ ที่เคยเจอมา
วันนี้หมอล็อคจึงอยากพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ Hi Fusion SMAS LIFT (High-Intensity Focused Ultrasound) เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ Dr.Lock Clinic เลือกใช้ครับ ด้วยจุดเด่นที่ “เจ็บน้อยกว่าและไม่บวม” แต่ให้พลังงานที่แม่นยำและลงลึกถึงชั้นโครงสร้างผิว ทำให้การยกกระชับหน้าไม่ใช่เรื่องที่ต้องอดทนทรมานอีกต่อไป
ในบทความนี้ หมอจะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ Hi Fusion ครับว่ามันทำงานอย่างไร แตกต่างจาก Ultraformer III ตรงไหน คุ้มค่ากับราคาไหม และทำไมถึงเป็นหัตถการงานผิวที่หมอแนะนำให้ทำ เพื่อฟื้นคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวหน้าครับ
เลือกเนื้อหาที่ต้องการอ่าน
ToggleHifu (ไฮฟู่) คืออะไร ทำไมถึงเป็นเทคโนโลยียกกระชับที่คุณต้องลอง
สำหรับใครที่สงสัยว่า Hifu คือ อะไร? คือเทคโนโลยี “High-Intensity Focused Ultrasound” หรือการใช้คลื่นเสียงความเข้มข้นสูงส่งผ่านเข้าไปยังชั้นผิวหนังลึก เพื่อทำให้เกิดการหดตัวและยกกระชับหน้า คล้ายกับการเย็บเนื้อเยื่อแต่ไม่มีแผลครับ
จุดเด่นของเจ้าเครื่อง HIFU SMAS LIFT ตัวนี้คือความสามารถในการปล่อยพลังงานคลื่นเสียงได้แม่นยำและเสถียรกว่าเดิมหลายเท่า โดยสามารถเลือกยิงได้หลายระดับความลึก (1.5mm, 3.0mm, 4.5mm) เพื่อแก้ปัญหาผิวที่แตกต่างกันในแต่ละชั้น ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นคอลลาเจนที่ชั้นบน หรือการยกกระชับชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ผ่าตัดดึงหน้า) ให้ตึงขึ้นทันทีหลังทำ ถือเป็นนวัตกรรมที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้หน้าเรียว แต่ยังช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวแน่นเฟิร์มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติครับ
จุดเด่นของเทคโนโลยี HIFU SMAS LIFT ที่เหนือกว่ารุ่นทั่วไป
- จุดโฟกัสเล็กกว่า แม่นยำกว่า เจ็บน้อยกว่า (High Comfort) เครื่อง Hifu รุ่นเก่ามักจะปล่อยพลังงานเป็นจุดใหญ่ (Macro focus) ซึ่งบางครั้งความร้อนอาจกระจายตัวกว้างเกินไปจนไปโดนเนื้อเยื่อข้างเคียง ทำให้เรารู้สึกเจ็บจี๊ดลึกๆ จนทนไม่ไหว แต่สำหรับ HIFU SMAS LIFT นั้น ถูกพัฒนาให้ปล่อยพลังงานในรูปแบบ Micro-Focus ที่มีขนาดจุดเล็กลงแต่มีความเข้มข้นสูง (High Energy Concentration)
ผลลัพธ์คือ พลังงานความร้อน 65-75°C จะถูกส่งลงไป “Coagulate” (ทำให้เกิดการหดตัว) เฉพาะจุดที่ต้องการรักษาได้อย่างแม่นยำเป๊ะๆ โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้คนไข้รู้สึก สบายผิวขึ้นมาก (Less Pain) แทบไม่ต้องแปะยาชาก็สามารถทนได้สบายๆ ครับ
- Dual Engine ยิงไว ไม่ต้องรอนาน อีกหนึ่งปัญหาของคนทำสวยคือ “เบื่อการนอนนานๆ” ใช่ไหมครับ? ด้วยระบบ Dual Engine ของ Hi Fusion ทำให้เครื่องสามารถปล่อยช็อตได้รวดเร็วและต่อเนื่อง ช่วยลดระยะเวลาในการทำหัตถการลง ทำให้หมอสามารถเก็บรายละเอียดงานผิวยกกระชับทั่วหน้าได้ครบถ้วนโดยใช้เวลาไม่นานครับ
Hifu ช่วยเรื่องอะไรบ้างและเหมาะกับใคร
หลักการทำงานของเขาคือการส่งพลังงานลงไปกระชับกล้ามเนื้อชั้น SMAS และกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ ทำให้ได้ผลลัพธ์ครอบคลุมดังนี้ครับ:
- ยกกระชับใบหน้า: แก้ปัญหาแก้มห้อย ผิวหย่อนคล้อย ให้กลับมาตึงกระชับ
- ปรับรูปหน้า V-Shape: ช่วยเก็บกรอบหน้า (Jawline) ให้คมชัดขึ้น หน้าดูเรียวเล็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ
- ลดเหนียงและไขมันสะสม: หัวยิงระดับลึกสามารถช่วยสลายไขมันใต้คาง (Submental Fat) หรือเหนียงได้ดีเยี่ยม
- ลดริ้วรอยเล็กๆ: ช่วยให้ผิวหน้าเนียนละเอียดขึ้น รูขุมขนกระชับ และริ้วรอยรอบดวงตาหรือมุมปากดูจางลง
ใครบ้างที่ควรทำ Hi Fusion
- คนที่มีแก้มเยอะ แก้มห้อย: เริ่มรู้สึกว่าหน้าบาน ถ่ายรูปแล้วต้องหามุมหลบแก้ม
- คนที่กรอบหน้าไม่ชัด: มีเหนียง หรือคอกับคางเริ่มเชื่อมกัน
- คนที่กลัวเข็ม กลัวผ่าตัด: อยากหน้าเรียวแต่ใจไม่กล้าพอจะฉีดโบท็อกซ์หรือร้อยไหม
- คนที่มีริ้วรอยแห่งวัย: เริ่มมีร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก หรือหางตาตก
- คนที่เคยทำ Hifu แล้วเจ็บจนเข็ด: อยากลองเทคโนโลยีใหม่ที่ “เจ็บน้อยกว่า” แต่เห็นผลชัดเจน
เปรียบเทียบชัดๆ Hifu ต่างจากหัตถการอื่นอย่างไร
ในยุคที่มีหัตถการให้เลือกทำมากมาย หลายคนอาจสับสนว่า Hi Fusion (Hifu) แตกต่างจากเครื่องมืออื่นหรือการฉีดยกกระชับ กระตุ้นคอลลาเจนแบบอื่นอย่างไร? วันนี้หมอจะมาเปรียบเทียบ เพื่อให้คุณเลือกสิ่งที่เหมาะกับปัญหาหน้าของตัวเองที่สุดครับ
- Hi Fusion vs Ultraformer III
ทั้งคู่เป็นเทคโนโลยีคลื่นเสียง MMFU เหมือนกัน แต่จุดต่างอยู่ที่ “ความรู้สึกขณะทำ” ครับ
- Ultraformer III: ใช้เทคโนโลยี Micro and Macro Focused Ultrasound (MMFU) มีหัวยิงหลากหลาย ครอบคลุมผิวชั้นต่าง ๆ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้แม่นยำ เป็นเครื่องรุ่นยอดนิยม ให้พลังงานสูงและเห็นผลดี แต่ข้อจำกัดคือ “ความเจ็บ” และมีความร้อนสะสมค่อนข้างมาก
- Hi Fusion: ข้อดีคือ “เจ็บน้อยมาก” (สบายผิวแบบแทบไม่ต้องแปะยาชา) ในขณะที่ผลลัพธ์การยกกระชับทำได้ดีใกล้เคียงกัน ข้อจำกัดที่ควรทราบคือ เนื่องจากคลื่นพลังงานกระจายไปถึงชั้นที่ต้องการไม่เต็ม100% การตอบสนองต่อการรักษาแต่ละครั้ง อาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกันทุกครั้งครับ
- Hi Fusion vs Ultherapy (อัลเทอร่า)
- Ultherapy: คือต้นฉบับเครื่องยกกระชับ (The Original) มีหน้าจออัลตราซาวนด์เห็นชั้นผิวจริง พลังงานความร้อนสูงกว่าและจุดโฟกัสใหญ่กว่า ทำให้แพทย์สามารถทำการรักษาได้อย่างแม่นยำตรงจุดและผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า (1 ปีขึ้นไป) แต่แลกมาด้วยราคาสูงกว่า
- Hi Fusion: เป็นทางเลือกที่ “คุ้มค่า” (Budget-friendly) เหมาะสำหรับคนที่เน้นการทำต่อเนื่อง (Maintenance) ทุก 3-6 เดือน เพื่อกระชับและปรับคุณภาพผิวให้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่เจ็บน้อยและไม่ต้องจ่ายแพงในครั้งเดียว
- Hi Fusion vs ฉีดแฟต (Meso Fat)
- Meso Fat: หน้าที่หลักคือ “สลายไขมัน” (Fat Reduction) ช่วยลดไขมันส่วนเกินบริเวณแก้มหรือเหนียง แต่ไม่ได้ช่วยให้ผิวกระชับ
- Hi Fusion: หน้าที่หลักคือ “ยกกระชับ” (Tightening) ช่วยเผยให้โครงหน้าชัดเจนขึ้น อีกทั้งยังกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวให้ดีขึ้นในระยะยาว
- คำแนะนำ: ถ้าคุณมีแก้มเยอะและห้อย ควรฉีดแฟตเพื่อเอาไขมันออกก่อน แล้วตามด้วย Hi Fusion เพื่อยกกระชับใบหน้า เผยให้กรอบหน้าชัดเจนขึ้นครับ
- Hi Fusion vs Sculptra งานฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Biostimulators)
- หลักการทำงาน:
- HIFU: ใช้คลื่นเสียงความเข้มข้นสูงส่งผ่านความร้อนลงไปชั้น SMAS ทำให้ผิวหดตัวและยกขึ้น
- สารกระตุ้นคอลลาเจน: ฉีดสารกระตุ้นเข้าไปกระตุ้นเซลล์ Fibroblasts ให้ผลิตคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวแน่นฟู
- ผลลัพธ์ที่ได้:
- HIFU: เหมาะสำหรับยกกระชับหน้าเรียว, ลดเหนียง, แก้ปัญหาแก้มห้อย
- สารกระตุ้นคอลลาเจน: เหมาะสำหรับแก้ผิวเหี่ยว, ผิวไม่แน่น, ลดริ้วรอยร่องลึก, เพิ่มความอ่อนเยาว์และผิวแน่นฟู
- ระยะเวลาเห็นผล:
- HIFU: เห็นผลทันทีประมาณ 20-30% และชัดเจนขึ้นใน 2-3 เดือน
- สารกระตุ้นคอลลาเจน: ค่อยๆ เห็นผลชัดเจนภายใน 1-3 เดือนหลังฉีด และผลลัพธ์คงอยู่ได้นาน
- ความเจ็บและการพักฟื้น:
- HIFU: เจ็บน้อย ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น
- สารกระตุ้นคอลลาเจน: อาจมีรอยเข็มหรือรอยช้ำเล็กน้อยจากการฉีด และต้องนวดตามคำแนะนำของแพทย์
- หลักการทำงาน:
- Hi Fusion vs AestheFill
- AestheFill (PDLLA): เป็น Biostimulator ที่ให้ผลลัพธ์กึ่งฟิลเลอร์ คือได้ทั้งความอิ่มฟูทันทีและการกระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว
- ความต่าง: หากหน้าตอบหรือมีร่องลึก AestheFill จะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าหน้ามีเนื้ออยู่แล้วแค่อยากให้กรอบหน้าชัด Hi Fusion คือคำตอบครับ
ขั้นตอนการรักษา
คำถามยอดฮิตที่หมอเจอแทบทุกเคสคือ “ทำ Hifu เจ็บไหม?” ต้องบอกตรงๆ ครับว่าความเจ็บเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่ถ้าเทียบกับเครื่องรุ่นเก่าๆ ที่หลายคนเคยทำแล้วรู้สึกปวดร้าวไปถึงกระดูก Hi Fusion ถือว่า “สบายกว่ามาก” ครับ
ด้วยเทคโนโลยี Smaller Focus Point ที่หมอเล่าไปข้างต้น ทำให้พลังงานลงลึกอย่างนุ่มนวล ความรู้สึกขณะทำจะเหมือนมีอะไรอุ่นๆ วิ่งอยู่ใต้ผิว และอาจรู้สึกจี๊ดๆ เล็กน้อยในบางจุดที่มีกระดูก (เช่น แนวขากรรไกรหรือโหนกแก้ม) แต่โดยรวมแล้วอยู่ในระดับที่ทนได้สบายๆ ชิลๆ ครับ
ขั้นตอนการทำ Hi Fusion ที่ Dr.Lock Clinic
- ประเมินรูปหน้า: หมอจะวิเคราะห์ปัญหาโครงสร้างหน้าของแต่ละเคส เพื่อวางแผนการยิง (Vector) ว่าต้องดึงจากจุดไหนไปจุดไหนถึงจะยกกระชับที่สุด
- ทำความสะอาดผิวหน้า: คลีนซิ่งเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกออกให้หมดจด
- ลงเจลเย็น: เจ้าหน้าที่นะทาเจลเย็นทั่วใบหน้า เพื่อเป็นสื่อนำคลื่นเสียงและช่วยให้ผิวรู้สึกสบายขึ้น
- ขั้นตอนการยิง (Treatment): หมอจะเริ่มยิงทีละส่วน โดยไล่ระดับความลึกตั้งแต่ชั้น SMAS (4.5 mm) เพื่อดึงหน้า ไปจนถึงชั้นผิวหนัง (3.0 mm และ 1.5 mm) เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาทีครับ
- เสร็จสิ้นขั้นตอน: เช็ดทำความสะอาดและทาครีมกันแดด สามารถแต่งหน้าและไปทำงานต่อได้ทันทีครับ
ทำ Hifu กี่วันเห็นผลและอยู่ได้นานแค่ไหน
อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตคือ “Hifu กี่วันเห็นผล” และ “ทำครั้งเดียวอยู่ได้นานไหม” หมอขอสรุปไทม์ไลน์การเปลี่ยนแปลงให้เห็นภาพชัดๆ ดังนี้ครับ:
ไทม์ไลน์การเห็นผลหลังทำ Hi Fusion
- ทันทีหลังทำ: คุณจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงประมาณ 15-20% รู้สึกว่าผิวหน้าตึงขึ้น กรอบหน้าดูชัดขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการหดตัวของชั้น SMAS ทันทีที่โดนความร้อน
- 1 เดือนหลังทำ: เป็นช่วงที่เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น ความบวม (ถ้ามี) จะหายสนิท และร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่มาซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้ผิว
- 2-3 เดือนหลังทำ (พีคสุด): นี่คือช่วงที่ “หน้าเป๊ะที่สุด” ครับ ผิวจะแน่นกระชับ กรอบหน้าชัด V-Shape เต็มที่ และริ้วรอยเล็กๆ ดูตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
Hi Fusion อยู่ได้นานแค่ไหน? โดยปกติผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 6 – 8 เดือน ครับ แต่ถ้าเป็นคนที่ดูแลตัวเองดี ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงความร้อนและแสงแดดจัดๆ อาจอยู่ได้นานถึง 1 ปี
คำแนะนำจากหมอ: เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนที่สุด หมอแนะนำให้ทำ Hi Fusion ต่อเนื่องปีละ 2-3 ครั้ง (หรือทุกๆ 4-6 เดือน) เพื่อเป็นการยกกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจนให้กับผิวหน้าอยู่เสมอ เป็นการชะลอวัยระยะยาวที่คุ้มค่ากว่าการปล่อยให้หน้าห้อยแล้วมาแก้ทีเดียวครับ
อัปเดตราคา Hifu และโปรโมชั่นสุดคุ้ม (Unlimited Shots)
เรื่องราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจใช่ไหมครับ? ถ้าลองค้นหา Hifu ราคา ในท้องตลาด อาจจะเจอตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนถึงหลักหมื่น ซึ่งทำให้หลายคนสงสัยว่าต่างกันตรงไหน
สำหรับโปรแกรม Hi Fusion ที่ Dr.Lock Clinic เราเน้นคุณภาพและผลลัพธ์ที่ชัดเจนเป็นหลักครับ ราคาค่าบริการปัจจุบันอยู่ที่:
- Hi Fusion ยกกระชับทั่วหน้า (Unlimited Shots): ราคา 15,000 บาท / ครั้ง
ทำไมราคานี้ถึงคุ้มค่า?
- ไม่จำกัดจำนวนช็อต (Unlimited): หมอจะยิงจนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง (Endpoint) ที่เหมาะสม โดยเน้นเก็บทุกรายละเอียดทั้งแก้ม เหนียง และกรอบหน้า ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจำกัดช็อตครับ
- ทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: หมอจะเป็นผู้ออกแบบ Vector การยิงเองทุกเคส เพื่อให้เหมาะกับรูปหน้าของแต่ละคน (Customized Treatment) ไม่ใช่การยิงแบบ Pattern เดียวกันทุกคนครับ
- เครื่องแท้มาตรฐาน: มั่นใจได้ว่าเป็นเครื่อง Hi Fusion ของแท้ พลังงานเสถียร ไม่เสี่ยงหน้าไหม้หรือหน้าเบี้ยวครับ
ข้อควรระวัง: อยากให้ระวังการทำ Hifu ราคาถูกผิดปกติ (เช่น 990 หรือ 1,990 บาท) ซึ่งมักจะเป็นเครื่องเกรดต่ำ พลังงานไม่ถึงชั้น SMAS หรือมีการจำกัดช็อตที่น้อยเกินกว่าจะเห็นผลครับ การลงทุนกับคุณภาพ 1 ครั้งแล้วเห็นผล ย่อมดีกว่าทำถูกๆ หลายครั้งแต่หน้าไม่เปลี่ยนครับ
การดูแลตัวเองหลังทำหัตถการให้หน้ายกกระชับนานที่สุด
การดูแลหลังทำ (Post-Care) ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ของ Hi Fusion อยู่ได้นานและเห็นผลชัดเจนที่สุดครับ แม้ว่า Hifu จะเป็นหัตถการที่ “ไม่มีแผล” และ “ไม่ต้องพักฟื้น” แต่การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนได้ดียิ่งขึ้นครับ หมอแนะนำดังนี้:
- หลีกเลี่ยงความร้อนและแสงแดดจัด: ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก พยายามเลี่ยงการทำซาวน่า, สตรีม, แช่น้ำอุ่นจัด หรือทำเลเซอร์ร้อนๆ บริเวณใบหน้า เพราะความร้อนอาจไปรบกวนกระบวนการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว และอย่าลืมทาครีมกันแดด SPF 50+ เป็นประจำทุกวันครับ
- งดการนวดหรือถูหน้าแรงๆ: ช่วงแรกผิวชั้นลึกกำลังซ่อมแซมและกระชับตัว ควรงดการนวดหน้า หรือขัดผิวแรงๆ ไปก่อนครับ
- เติมความชุ่มชื้นและสารอาหารให้ผิว: การดื่มน้ำให้เพียงพอ (วันละ 2-3 ลิตร) จะช่วยให้เซลล์ผิวฟูและยืดหยุ่นดีมาก หรือใครจะทานคอลลาเจนเสริม หรือวิตามินซีควบคู่ไปด้วย ก็จะยิ่งช่วยบูสต์ผิวให้เด้งไวขึ้นครับ
- งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์: เพราะสารพิษเหล่านี้คือตัวทำลายคอลลาเจนตัวยง ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ที่ได้อยู่ไม่นานเท่าที่ควรครับ
อาการข้างเคียงที่อาจพบได้ (ปกติ): บางคนอาจรู้สึกระบมลึกๆ ใต้ผิว หรือเมื่อยหน้าเหมือนเคี้ยวหมากฝรั่งเยอะๆ อาการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติและเป็นสัญญาณว่าพลังงานทำงานได้ดีครับ จะหายไปเองภายใน 3-7 วันครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Hifu (FAQ)
หลังทำ Hifu ออกกำลังกายได้ไหม
สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้ทันทีครับ แต่ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หมอแนะนำให้งดการออกกำลังกายหนักๆ (Heavy Weight) หรือคาร์ดิโอที่ทำให้หน้าแดงและเหงื่อออกมากไปก่อน เพื่อลดโอกาสที่ผิวจะระบมหรือบวมมากขึ้นครับ หลังจากผ่าน 1 วันไปแล้ว สามารถกลับไปฟิตเนสได้ตามปกติเลยครับ
เป็นสิว ทำ Hifu ได้ไหม
ถ้าเป็นสิวอุดตันทั่วไปหรือสิวผดเล็กน้อย สามารถทำได้ครับ โดยหมอจะหลีกเลี่ยงการยิงย้ำในจุดที่เป็นสิว แต่หากมี สิวอักเสบเห่อแดงรุนแรง หรือเป็นสิวหนองทั่วใบหน้า หมอแนะนำให้รักษาสิวให้ยุบลงก่อนครับ เพราะความร้อนจาก Hifu อาจไปกระตุ้นให้สิวอักเสบมากขึ้นได้ครับ
Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร และอันไหนดีกว่า
ทั้งคู่คือ “คู่หูหน้าเด็ก” ที่ทำงานคนละหน้าที่ครับ
- Hifu (Hi Fusion): เน้น “ยกกระชับ” ผิวที่หย่อนคล้อยและเก็บแก้มเหนียง (แก้ที่โครงสร้าง)
- Botox: เน้น “ลดริ้วรอย” ที่เกิดจากการขยับกล้ามเนื้อ เช่น ตีนกา รอยย่นหน้าผาก (แก้ที่การขยับ)
สรุป: ไม่มีอันไหนดีกว่า แต่ถ้าทำคู่กันจะเพอร์เฟกต์ที่สุดครับ คือหน้าตึงกระชับและไร้ริ้วรอยครับ
Hifu กับ Botox ควรทำอันไหนก่อน หรือทำพร้อมกันได้ไหม
คำถามนี้พบบ่อยมากครับ หลักการคือ “ทำ Hifu ก่อน แล้วค่อยฉีด Botox” ครับ
- กรณีทำวันเดียวกัน: สามารถทำได้เลย โดยหมอจะยิง Hi Fusion เพื่อยกกระชับหน้าก่อน แล้วตามด้วยการฉีด Botox เก็บงานทีหลังครับ
- กรณีทำคนละวัน: ถ้าฉีด Botox มาก่อน ควรเว้นระยะ 2-4 สัปดาห์ แล้วค่อยมาทำ Hifu ครับ (เพื่อป้องกันความร้อนไปสลายฤทธิ์โบท็อกซ์) แต่ถ้าทำ Hifu ไปก่อน สามารถฉีด Botox ตามได้ทันทีในวันรุ่งขึ้นครับ
บทสรุป เลือกทำ Hifu ที่ Dr.Lock Clinic ดีอย่างไร
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงเห็นภาพแล้วว่า Hifu คือตัวช่วยกู้หน้าที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่อง “ผลลัพธ์” และ “ความสบาย” ใครที่สนใจอยากดูแลผิวด้วยเทคโนโลยีนี้ หรือกำลังมองหา นวัตกรรมงานผิว (Skin Innovations) อื่นๆ ที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Pico Laser หรือ DPL ทางคลินิกเราก็คัดสรรเครื่องมือที่ดีที่สุดมาเพื่อแก้ปัญหาผิวให้คุณโดยเฉพาะครับ
3 เหตุผลที่หมอมั่นใจ ให้คุณเลือกทำ Hi Fusion ที่นี่:
- เทคนิคเฉพาะบุคคล (Customized Vector Design): หมอออกแบบทิศทางการยิง (Vector) ใหม่ทุกเคส เพื่อดึงจุดที่ห้อยให้ยก และเก็บจุดที่เกินให้กระชับ
- เครื่องแท้ มาตรฐานสูง: มั่นใจได้ในความเสถียรของพลังงาน ไม่เสี่ยงหน้าพัง
- ความคุ้มค่าที่จับต้องได้: ราคา 15,000 บาท (Unlimited Shots) ยิงจนกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ไม่มีการกั๊กช็อต
หากใครยังมีข้อสงสัยหรือต้องการดูภาพรวมบริการทั้งหมด สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ Dr.Lock Clinic หรือแวะเข้ามาปรึกษาหมอก่อนได้นะครับ หมอยินดีดูแลและออกแบบรูปหน้าให้เองทุกเคสครับ