ฉีดหน้าใส Custom Skin Quality
ฟื้นฟูผิวโทรม ให้ดูสุขภาพดีแบบที่คุณเลือกได้
Home » Aesthetic Treatment » Custom Skin Quality
- Published:
- Last Modified: กรกฎาคม 20, 2026
เคยสงสัยไหมครับ ทำไมลงทุนกับครีมเคาน์เตอร์แบรนด์ราคาแพงมาแล้วหลายตัว ผิวก็ยังดูไม่สดใสอย่างที่หวัง รูขุมขนยังกว้าง แต่งหน้าไปได้ไม่ถึงบ่ายก็เป็นคราบ ปัญหาแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการเลือกสกินแคร์ผิดตัวครับ แต่เกิดจากโครงสร้างผิวชั้นลึกขาดสมดุล เซลล์ผิวอ่อนแอจนกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ไม่อยู่ ซึ่งการทาบำรุงจากภายนอกเพียงอย่างเดียวมักซึมลงไปไม่ถึงต้นตอของปัญหา นี่เองคือเหตุผลที่การฉีดหน้าใสกลายเป็นทางเลือกที่คนมีปัญหาผิวจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะเป็นวิธีส่งสารบำรุงลงไปถึงชั้นผิวที่ต้องการฟื้นฟูได้โดยตรง
ในหน้านี้ ผม หมอล็อค (นพ.สรวิศ ปางเศรณี ว.52448) แพทย์ผู้ดูแลหัตถการด้านความงามทุกเคสของ Dr.Lock Aesthetic & Plastic Surgery Clinic จะพาคุณไปทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานว่าการฉีดหน้าใสคืออะไร ต่างจากการทาสกินแคร์หรือทำเลเซอร์ตรงไหน ไปจนถึงการเจาะลึกโปรแกรม Custom Skin Quality ทั้งหมดของเรา ว่าแต่ละตัวเหมาะกับปัญหาผิวแบบใด ราคาเริ่มต้นเท่าไหร่ พร้อมตารางเปรียบเทียบที่จะช่วยให้คุณเลือกได้ตรงกับผิวตัวเองมากที่สุด เพราะผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทีมแพทย์ของเราจึงประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดเป็นรายบุคคลก่อนออกแบบสูตรยาทุกครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะกับทั้งปัญหาผิวและงบประมาณของคุณจริง ๆ ครับ
เลือกเนื้อหาที่ต้องการอ่าน
Toggleฉีดหน้าใสคืออะไร ช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างไร
การฉีดหน้าใส หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Skin Rejuvenation Injection คือหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กส่งสารบำรุงลงสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) โดยตรง ซึ่งเป็นชั้นโครงสร้างหลักของผิวที่ครีมทาทั่วไปมักซึมลงไปไม่ถึง สารที่ใช้มีหลายกลุ่มตามเป้าหมายการฟื้นฟู ตั้งแต่วิตามินเข้มข้น กรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) ที่ช่วยอุ้มน้ำให้ผิว ไปจนถึงโพลีนิวคลีโอไทด์ (Polynucleotide) ที่เน้นซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิวในระดับเซลล์ ตัวยาแต่ละชนิดให้ผลลัพธ์ต่างกัน แพทย์จึงต้องเลือกให้ตรงกับปัญหาผิวของแต่ละคนครับ
เหตุผลที่การฉีดเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ไวกว่าการทาบำรุง อธิบายง่าย ๆ คือผิวของเรามีชั้นกำแพงปกป้องด้านนอกที่ทำหน้าที่กันสิ่งแปลกปลอม ซึ่งกันสารบำรุงส่วนใหญ่ไว้ด้วยเช่นกัน การฉีดจึงเปรียบเหมือนการส่งอาหารให้เซลล์ผิวถึงที่ โดยไม่ต้องรอให้สารค่อย ๆ ซึมผ่านด่านนี้ลงไปทีละนิด เมื่อสารบำรุงลงถึงชั้นผิวที่ต้องการ กระบวนการฟื้นฟูจะเกิดขึ้นในลักษณะนี้ครับ
- เติมความชุ่มชื้นชั้นลึก ( Deep Hydration ): กรดไฮยาลูรอนิคทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำอุ้มน้ำไว้ในชั้นผิว เมื่อผิวได้รับน้ำเพียงพอจากด้านใน ผิวจะดูอิ่มฟู เปล่งปลั่ง และแต่งหน้าติดทนขึ้นอย่างรู้สึกได้
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ( Collagen Stimulation ): สารบางกลุ่มช่วยกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นโรงงานผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินของผิว ให้กลับมาทำงานแข็งขันขึ้น ผลคือผิวค่อย ๆ แน่นกระชับและรูขุมขนดูเล็กลงตามรอบการฉีด
- ซ่อมแซมเซลล์ผิว ( Cell Repair ): สำหรับผิวที่สึกหรอจากแสงแดด มลภาวะ หรือรอยสิว สารกลุ่มฟื้นฟูอย่างโพลีนิวคลีโอไทด์จะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย ให้ผิวกลับมาแข็งแรงและเรียบเนียนขึ้นตามธรรมชาติของผิวเอง
สิ่งที่ผมอยากย้ำไว้ตรงนี้คือ การฉีดหน้าใสไม่ใช่ยาวิเศษที่ฉีดครั้งเดียวแล้วผิวเปลี่ยนถาวรนะครับ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวตั้งต้น ชนิดของตัวยา และความสม่ำเสมอในการดูแลของแต่ละคน ที่ Dr.Lock Clinic เราจึงเลือกใช้เฉพาะตัวยาที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย และเป็นแบรนด์ที่มีมาตรฐานระดับสากลเท่านั้น พร้อมให้แพทย์เป็นผู้ประเมินก่อนทุกเคส เพื่อให้การฉีดแต่ละครั้งคุ้มค่าและเหมาะกับผิวของคุณจริง ๆ
ฉีดหน้าใสต่างจากทาสกินแคร์และทำเลเซอร์อย่างไร
ก่อนตัดสินใจ หลายคนมักลังเลอยู่ระหว่างสามทางเลือกครับ จะทาสกินแคร์ต่อไปให้สุดทาง จะลองฉีดหน้าใสดูสักครั้ง หรือข้ามไปทำเลเซอร์เลยดี ทั้งสามวิธีฟื้นฟูผิวได้จริงทั้งหมด แต่ทำงานคนละกลไกและเหมาะกับปัญหาคนละแบบ การเข้าใจความต่างตรงนี้จะช่วยให้คุณไม่เสียเงินไปกับวิธีที่ไม่ตอบโจทย์ผิวตัวเองครับ
เปรียบเทียบกับการทาสกินแคร์
สกินแคร์คือการดูแลระยะยาวที่ทำงานหลัก ๆ บริเวณผิวชั้นบน หน้าที่สำคัญของมันคือปกป้องและประคองสุขภาพผิวในชีวิตประจำวัน เช่น กันแดด เติมความชุ่มชื้นผิวชั้นนอก และเสริมเกราะป้องกันผิว ส่วนการฉีดหน้าใสคือการส่งสารบำรุงเข้มข้นลงไปถึงชั้นผิวหนังแท้โดยตรง จึงแก้ปัญหาที่ต้นตอในระดับที่ครีมเข้าไม่ถึง อย่างผิวขาดน้ำเรื้อรังหรือคอลลาเจนเสื่อมตามวัย
ประเด็นที่ผมอยากให้เข้าใจถูกคือ สองอย่างนี้ไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่เป็นทีมเดียวกันครับ คนไข้ที่ได้ฉีดไปแล้วยังต้องทากันแดดและบำรุงตามปกติ เพราะสกินแคร์คือตัวรักษาผลลัพธ์ให้อยู่กับเรานานขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าคุณทาบำรุงมาเป็นปีแล้วผิวยังไม่ขยับไปไหน นั่นคือสัญญาณว่าปัญหาอยู่ลึกกว่าที่ครีมจะจัดการได้ และการฉีดอาจเป็นตัวช่วยที่ตรงจุดกว่า
เปรียบเทียบกับการทำเลเซอร์และเครื่องมือ
เลเซอร์ทำงานด้วยพลังงานแสงหรือความร้อน เพื่อจัดการเป้าหมายเฉพาะอย่าง เช่น ทำลายเม็ดสีที่สะสมผิดปกติ หรือกระตุ้นให้ผิวสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทนที่ส่วนที่เสียหาย จุดแข็งของเลเซอร์จึงอยู่ที่ปัญหาเชิงโครงสร้างและเม็ดสีที่ฝังลึก ขณะที่การฉีดหน้าใสเน้นเติมสารอาหารและฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวมให้ชุ่มชื้น แข็งแรง และเปล่งปลั่งขึ้น
หลักคิดง่าย ๆ ที่ผมใช้แนะนำคนไข้คือ ดูว่าปัญหาของคุณเป็นเรื่องของอะไรครับ ถ้าเป็นเรื่องคุณภาพผิว เช่น ผิวโทรม แห้งกร้าน ขาดความฉ่ำ การฉีดหน้าใสจะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเป็นปัญหาเม็ดสีชัดเจนอย่างรอยดำจากสิวที่ฝังลึก กระ หรือหลุมสิวที่เห็นขอบชัด พลังงานจากเลเซอร์อย่าง Pico Laser ของ Dr.Lock Clinic จะเข้าไปจัดการได้ตรงเป้ากว่า และในหลายเคส ผมออกแบบให้ทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน โดยเว้นระยะห่างให้เหมาะสม เพื่อให้เลเซอร์จัดการปัญหาเฉพาะจุด ส่วนการฉีดคอยเสริมความแข็งแรงให้ผิวรับการรักษาได้ดีขึ้น ทั้งนี้จะเริ่มจากอะไรก่อน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินให้ครับ
เลือกโปรแกรม Custom Skin Quality ให้ตรงปัญหาผิวของคุณ
มาถึงคำถามสำคัญที่คนไข้ถามผมบ่อยที่สุด นั่นคือฉีดหน้าใสตัวไหนดี คำตอบตรง ๆ จากผมคือ ไม่มีตัวยาไหนดีที่สุดสำหรับทุกคนครับ มีแต่ตัวที่เหมาะกับผิวของคุณมากที่สุด นี่คือเหตุผลที่เราตั้งชื่อโปรแกรมว่า Custom Skin Quality เพราะก่อนฉีดทุกครั้ง ผมจะประเมินสภาพผิวเป็นรายบุคคลก่อนเสมอ แล้วจึงเลือกหรือผสมสูตรให้ตรงกับปัญหาจริง ไม่ใช่ขายสูตรเดียวเหมาให้ทุกคน เพื่อให้เห็นภาพว่าผิวแบบไหนควรมองตัวยากลุ่มใด ผมจัดกลุ่มโปรแกรมทั้งหมดตามลักษณะปัญหาผิวไว้ให้แล้ว ลองเช็คดูว่าผิวของคุณตรงกับกลุ่มไหนครับ
กลุ่มผิวแห้ง รูขุมขนกว้าง ขาดน้ำ (Hydro Balance)
ถ้าผิวคุณไม่เรียบเนียน แต่งหน้าเป็นคราบง่าย สังเกตเห็นรูขุมขนบริเวณแก้มกว้างชัด หรือรู้สึกว่าผิวตึงแห้งทั้งที่ทาบำรุงสม่ำเสมอ ปัญหากลุ่มนี้มักมาจากผิวชั้นลึกขาดน้ำสะสม การรักษาจึงเน้นเติมน้ำและคืนความยืดหยุ่นให้ผิวเป็นหลัก โดยตัวยาที่ผมใช้กับเคสกลุ่มนี้คือ
- Skin Booster (Restylane Vital Light): ฟิลเลอร์งานผิวจากสวีเดนที่ใช้ Hyaluronic Acid โมเลกุลขนาดเล็ก จึงกระจายตัวในชั้นผิวได้ละเอียด ช่วยเติมน้ำให้ผิวชั้นลึก กู้ผิวแห้งกร้านให้กลับมาอิ่มฟู รูขุมขนดูกระชับขึ้น และเป็นตัวที่ผมมักเลือกใช้กับเคสผิวใต้ตาแห้งคล้ำจากการขาดน้ำด้วยครับ
- Neauvia Hydro Deluxe: งานผิวสูตรพิเศษจากอิตาลี จุดเด่นคือผสาน Hyaluronic Acid เข้ากับ Calcium Hydroxyapatite (CaHA) จึงได้ทั้งความชุ่มชื้นและการกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกัน เสริมด้วยกรดอะมิโน Glycine และ L-Proline ที่ช่วยกักเก็บน้ำในผิว เหมาะกับคนที่อยากได้ทั้งผิวอิ่มน้ำและความแน่นกระชับในโปรแกรมเดียว
กลุ่มผิวฉ่ำวาว ผิวกระจก (Glass Skin & Glow)
กลุ่มนี้ต่างจากกลุ่มแรกตรงที่พื้นฐานผิวมักดีอยู่แล้วครับ แต่อยากอัปเกรดให้ผิวดูฉ่ำ เล่นแสงสวย สุขภาพดีแบบผิวสาวเกาหลี หรือต้องการเตรียมผิวให้พร้อมก่อนงานสำคัญอย่างงานแต่งหรือถ่ายรูป ตัวยาในกลุ่มนี้จึงเน้นผลลัพธ์เชิงความเปล่งปลั่งเป็นพิเศษ
- Belotero Revive: ฟิลเลอร์งานผิวที่ออกแบบมาเพื่อผลลัพธ์แนวผิวกระจก (Glass Skin) โดยเฉพาะ ด้วยส่วนผสมของ Glycerol ที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นควบคู่กับ Hyaluronic Acid ทำให้ผิวเรียบเนียนเงางามและดูฉ่ำขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- Filorga NCTF 135HA: วิตามินผิวระดับไฮเอนด์จากฝรั่งเศส รวมสารอาหารบำรุงผิวไว้กว่า 59 ชนิดในสูตรเดียว ทั้งวิตามิน กรดอะมิโน และแร่ธาตุ ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง กระจ่างใสแบบมีออร่า และช่วยดูแลผิวรอบดวงตาที่หมองคล้ำได้อีกจุดหนึ่ง
- Meso Chanel (L’ebss): สกินบูสเตอร์ยอดนิยมจากเกาหลี ช่วยเติมความฉ่ำวาวแบบเร่งด่วน ลดการอักเสบระคายเคือง และปรับสมดุลผิวให้ดูโกลว์ใส เหมาะเป็นตัวเริ่มต้นสำหรับคนที่อยากลองงานผิวกลุ่มนี้ในงบที่จับต้องง่ายครับ
กลุ่มซ่อมแซมผิว หลุมสิว และผิวแพ้ง่าย (Skin Repair)
สำหรับคนที่ผ่านศึกสิวมาหนัก มีรอยสิว หลุมสิวตื้น ๆ ผิวบางลงจากการทำเลเซอร์ถี่เกินไป หรือเป็นผดผื่นแพ้ง่ายจนไม่กล้าลองอะไรใหม่ ปัญหาของกลุ่มนี้คือเนื้อผิวและเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) เสียหาย จึงต้องเน้นการซ่อมแซมมากกว่าการเติมความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว
- Rejuran (Healer): งานซ่อมผิวด้วย Polynucleotide (PN) เข้มข้นที่สกัดจากปลาแซลมอน ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อผิวที่เสียหาย เติมเต็มหลุมสิวตื้น ๆ และเสริมความหนาแข็งแรงให้ชั้นผิว เหมาะกับเคสผิวบางและผิวเสียจากสิวโดยเฉพาะ ข้อควรรู้คือผู้ที่มีประวัติแพ้ปลาหรืออาหารทะเลต้องแจ้งแพทย์ก่อนเสมอครับ
- Meso Collagen (Derma Glow): โปรแกรมฉีดบำรุงสูตรปรับสมดุลผิว ช่วยลดผดผื่น ลดสิวอุดตัน และเสริมความแข็งแรงพื้นฐานให้ผิวพร้อมรับการรักษาขั้นถัดไป ผมมักใช้เป็นตัวปูพื้นให้เคสผิวแพ้ง่ายก่อนขยับไปโปรแกรมที่เข้มข้นขึ้น
- PRP หน้าใส (Platelet Rich Plasma): โปรแกรมฟื้นฟูผิวด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้นที่ปั่นแยกจากเลือดของตัวคุณเอง จึงไม่มีสารสังเคราะห์แปลกปลอมเข้าสู่ผิว เหมาะมากกับคนที่กังวลเรื่องการแพ้สารภายนอก หรืออยากฟื้นฟูเซลล์ผิวเสื่อมสภาพด้วยกลไกธรรมชาติของร่างกาย
กลุ่มฝ้า กระ และผิวหมองคล้ำ (Brightening)
กลุ่มสุดท้ายคือคนที่สีผิวไม่สม่ำเสมอ มีฝ้าจากแดด กระ หรือรอยดำจากสิวที่จางช้ากวนใจ และอยากปรับโทนผิวโดยรวมให้กระจ่างใสขึ้น ตัวยากลุ่มนี้จะทำงานกับเม็ดสีผิวเป็นหลักครับ
- Meso Melasma: สูตรดูแลเม็ดสีเข้มข้นที่ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานินซึ่งเป็นต้นเหตุของฝ้า กระ และจุดด่างดำ เหมาะกับเคสที่ปัญหาเม็ดสีชัดเจนเป็นจุดเฉพาะ และมักใช้ควบคู่กับการกันแดดอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เม็ดสีกลับมาใหม่
- Meso Bright: โปรแกรมปรับโทนผิวโดยรวมให้กระจ่างใส ลดความหมองคล้ำจากผิวโทรม พร้อมช่วยกระชับรูขุมขนและควบคุมความมันบนใบหน้า เหมาะกับคนที่ผิวดูเหนื่อยล้าไม่สดใสมากกว่าคนที่มีฝ้าชัดเป็นปื้น
อ่านมาถึงตรงนี้ บางคนอาจพบว่าปัญหาผิวตัวเองคาบเกี่ยวหลายกลุ่ม เช่น ทั้งขาดน้ำและมีรอยสิวไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากครับ ในเคสแบบนี้ผมจะจัดลำดับให้ว่าควรเริ่มจากปัญหาไหนก่อน หรือผสมโปรแกรมอย่างไรให้เสริมกัน โดยไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกันให้เปลืองงบ
ตารางเปรียบเทียบ เลือกฉีดหน้าใสตัวไหนดีให้เหมาะกับคุณ
เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดขึ้นก่อนตัดสินใจ ผมสรุปข้อมูลสำคัญของแต่ละกลุ่มตัวยาไว้ในตารางเดียว ทั้งลักษณะปัญหาที่เหมาะ ระยะเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง และผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณเท่าไหร่ เพื่อให้คุณเทียบได้ง่าย ๆ ว่าแบบไหนใกล้เคียงกับโจทย์ผิวและไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากที่สุดครับ
| กลุ่มตัวยา | เหมาะกับปัญหาผิว | ระยะเวลาเริ่มเห็นผล | ผลอยู่ได้ประมาณ |
|---|---|---|---|
| Skin Booster / ฟิลเลอร์งานผิว (Restylane Vital Light, Belotero Revive) | ผิวแห้งขาดน้ำ รูขุมขนกว้าง อยากได้ผิวฉ่ำแบบผิวกระจก | ตั้งแต่ครั้งแรก ราว 3-7 วันหลังฉีด | 6-9 เดือนต่อการฉีด 1 ครั้ง |
| Neauvia Hydro Deluxe (HA + CaHA) | ผิวขาดน้ำร่วมกับผิวเริ่มหย่อนไม่กระชับ อยากได้ทั้งความชุ่มชื้นและกระตุ้นคอลลาเจน | ความชุ่มชื้นเห็นได้เร็ว ส่วนความกระชับสะสมตามรอบ | หลังทำ 1 ครั้ง ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1 เดือน แนะนำทำเดือนละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 เดือน ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 8 เดือน – 1 ปี |
| วิตามินผิว Filorga NCTF 135HA | ผิวโทรม อยากบำรุงล้ำลึกให้กระจ่างใสมีออร่า | เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกบางส่วน เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นในสัปดาห์ที่ 2 | ประมาณ 3 สัปดาห์ แนะนำทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง ทุก ๆ 3 สัปดาห์ |
| Meso หน้าใส (Meso Collagen, Meso Bright, Meso Melasma, Meso Chanel) | ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ ผดผื่น หรืออยากเริ่มงานผิวในงบสบายกระเป๋า | เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกบางส่วน ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 เดือนขึ้นอยู่กับยี่ห้อ | 1-2 เดือนต่อครั้ง |
| PRP หน้าใส (เกล็ดเลือดตัวเอง) | ผิวเสื่อมสภาพ กังวลเรื่องการแพ้สารภายนอก อยากฟื้นฟูแบบธรรมชาติ | หลังจากฉีดครบ 3 ครั้ง | 6-12 เดือน หลังจากฉีดครบคอร์ส (3 ครั้ง) |
ขอย้ำว่าตารางนี้คือแนวทางตั้งต้นสำหรับศึกษาข้อมูลเท่านั้นนะครับ ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณ ผลลัพธ์และระยะเวลาจริงแตกต่างกันตามสภาพผิว อายุ และการดูแลตัวเองของแต่ละคน บางเคสที่ผิวขาดน้ำสะสมมานาน อาจต้องฉีดถี่กว่าค่าเฉลี่ยในช่วงแรกแล้วค่อยห่างออก ดังนั้นอย่าเพิ่งฟันธงเลือกตัวยาเองจากตารางเพียงอย่างเดียว ให้ถือเป็นข้อมูลประกอบการพูดคุยกับแพทย์ จะช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำกว่ามากครับ
ฉีดหน้าใสราคาเท่าไหร่ อัปเดตปี 2026
เรื่องงบประมาณเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ ซึ่งข่าวดีคือการฉีดหน้าใสไม่ได้แพงอย่างที่หลายคนกังวลครับ ที่ Dr.Lock Clinic เราออกแบบโปรแกรม Custom Skin Quality ให้มีหลายระดับราคา ตั้งแต่กลุ่ม Meso เริ่มต้นหลักพันต้น ๆ สำหรับคนที่อยากลองงานผิวครั้งแรก ไปจนถึงกลุ่ม Premium Skin Booster สำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานขึ้น โดยราคาเริ่มต้นของแต่ละกลุ่ม ผมสรุปไว้ในตารางนี้ครับ
| กลุ่มบริการ (Category) | ราคาเริ่มต้น (Starting Price) | บริการที่แนะนำ-1 | บริการที่แนะนำ-2 |
|---|---|---|---|
| 1. Basic Skin Quality | เริ่มต้น 2,000.- / ครั้ง | Meso Collagen / Meso Melasma: เน้นบำรุงผิวพื้นฐาน ลดฝ้ากระ และดีท็อกซ์ผิว | |
| 2. Skin Repair | เริ่มต้น 5,000.- / ครั้ง | Rejuran Healer: ฟื้นฟูผิวระดับ DNA ลดหลุมสิว | PRP Youthful (5,000.-): ซ่อมผิวด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น |
| 3. Premium Skin Booster | เริ่มต้น 11,900.- / cc | Belotero Revive (11,900.-): งานผิวกระจก Glass Skin | Restylane Vital Light (12,900.-): งานผิวละเอียด ใต้ตา แก้ผิวขาดน้ำ |
| 4. Advanced Hydration | เริ่มต้น 7,990.- / ครั้ง | Hya Multifactor -factor (NCTF 135HA): โปรแกรมเติมความชุ่มชื้นพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน (งานผิวเด้งฟู) | Neauvia Hydro Deluxe: เติมความชุ่มชื้นพร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวแน่นกระชับ เรียบเนียน |
(หมายเหตุ: ราคาในตารางเป็นราคาเริ่มต้นและราคาโปรโมชั่นแบบรายครั้ง หากทำเป็นคอร์สต่อเนื่อง 3-5 ครั้ง ราคาเฉลี่ยต่อครั้งจะถูกลงและเหมาะกับตัวยากลุ่มที่ต้องฉีดสะสมเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชั่นแต่ละเดือน แนะนำให้ทักแชทสอบถามโปรโมชั่นล่าสุด หรือเข้ามาให้แพทย์ประเมินก่อน เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายที่ตรงกับปัญหาผิวของคุณจริง ๆ ครับ)
ใครเหมาะกับการฉีดหน้าใส และใครควรแจ้งแพทย์ก่อน
การฉีดหน้าใสเป็นหัตถการที่ค่อนข้างอ่อนโยนเมื่อเทียบกับงานความงามประเภทอื่น แต่ไม่ได้แปลว่าเหมาะกับทุกคนในทุกสภาวะนะครับ ก่อนตัดสินใจ ผมอยากให้คุณเช็คตัวเองจากสองมุมนี้ก่อน ทั้งมุมที่บอกว่าคุณน่าจะได้ประโยชน์จากมันจริง และมุมที่ต้องระวังหรือแจ้งแพทย์ก่อนทำ
คนที่เหมาะกับการฉีด
กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุดคือคนที่ผิวโทรมจากไลฟ์สไตล์ครับ ไม่ว่าจะพักผ่อนน้อย ทำงานหน้าจอดึก เจอแดดและมลภาวะสะสมทุกวัน จนผิวดูเหนื่อย หมองคล้ำ ไม่สดใสเหมือนเดิม รวมถึงคนที่ทาสกินแคร์อย่างจริงจังมานานแล้วรู้สึกว่าผิวไปต่อไม่ได้ เพราะอย่างที่อธิบายไปข้างต้น ปัญหาที่อยู่ลึกถึงชั้นผิวหนังแท้เป็นระดับที่ครีมเข้าไม่ถึง อีกกลุ่มคือคนที่มีเป้าหมายชัดเจนเรื่องเวลา เช่น อยากฟื้นฟูผิวให้พร้อมก่อนงานแต่ง งานรับปริญญา หรือถ่ายพรีเวดดิ้ง ซึ่งการฉีดให้ผลลัพธ์ในกรอบเวลาที่วางแผนได้มากกว่าการรอสกินแคร์ออกฤทธิ์ และสุดท้ายคือคนที่มีปัญหาผิวเฉพาะทางอย่างผิวขาดน้ำเรื้อรัง รอยสิว หลุมสิวตื้น หรือฝ้ากระ ที่ต้องการสารฟื้นฟูเฉพาะจุดตามกลุ่มโปรแกรมที่เล่าไปครับ
คนที่ควรเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ
ในทางกลับกัน มีบางภาวะที่ผมขอให้แจ้งแพทย์ตรง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนประเมิน เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองครับ
- ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร: แม้ตัวยาส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์เฉพาะที่ แต่ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอสำหรับคนกลุ่มนี้ แพทย์จึงแนะนำให้เลื่อนการทำออกไปก่อนจนกว่าจะพ้นช่วงดังกล่าว
- ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือสิวอักเสบรุนแรงบริเวณที่จะฉีด: การฉีดผ่านผิวที่กำลังอักเสบเสี่ยงทำให้การติดเชื้อลุกลามได้ ควรรักษาให้สงบก่อนแล้วค่อยกลับมาทำ ซึ่งแพทย์จะช่วยประเมินจังหวะเวลาที่เหมาะให้ครับ
- ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือมีภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ: กลุ่มนี้มีโอกาสเกิดรอยช้ำหรือเลือดออกใต้ผิวมากกว่าปกติ ต้องแจ้งแพทย์ล่วงหน้าเพื่อพิจารณาว่าปรับอะไรได้บ้าง ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดโดยไม่ปรึกษาแพทย์ประจำตัวนะครับ
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของตัวยา: ตัวอย่างชัดที่สุดคือ Rejuran ที่สกัดจากปลาแซลมอน ผู้ที่แพ้ปลาหรืออาหารทะเลจึงต้องแจ้งก่อนเสมอ เพื่อให้แพทย์เลือกตัวยากลุ่มอื่นที่ให้ผลใกล้เคียงกันแทนได้
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าคนในกลุ่มหลังจะหมดสิทธิ์ดูแลผิวนะครับ หลายเคสแค่ต้องเลื่อนเวลา เปลี่ยนตัวยา หรือปรับแผนเล็กน้อยก็ทำได้อย่างปลอดภัย หัวใจคือการให้ข้อมูลสุขภาพกับแพทย์อย่างครบถ้วนตรงไปตรงมาตั้งแต่แรก แพทย์จะได้ออกแบบทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณ
การเตรียมตัวก่อนทำและการดูแลหลังทำ ให้ได้ผลลัพธ์เต็มประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้จบแค่ในห้องหัตถการนะครับ การเตรียมตัวที่ถูกต้องช่วยลดโอกาสเกิดรอยช้ำระหว่างทำ ส่วนการดูแลหลังทำคือตัวตัดสินว่าตัวยาจะออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพแค่ไหน ผมสรุปคำแนะนำที่ใช้กับคนไข้จริงของผมไว้ให้ครบทั้งก่อนและหลัง ทำตามนี้ได้เลยครับ
การเตรียมตัวก่อนฉีด
- งดยาและวิตามินบางกลุ่มล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์: ได้แก่ ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ( เช่น Ibuprofen, Ponstan ) แอสไพริน วิตามินอี น้ำมันปลา และสารสกัดใบแปะก๊วย เพราะทั้งหมดนี้ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง จุดที่เข็มผ่านจึงเกิดรอยช้ำง่ายและหายช้ากว่าปกติ ทั้งนี้หากเป็นยาที่แพทย์สั่งประจำ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยาเสมอ ห้ามหยุดเองนะครับ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนทำ: แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเลือดสูบฉีดแรงขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดรอยช้ำจากรอยเข็มโดยไม่จำเป็น
- แจ้งประวัติสุขภาพให้ครบ: ทั้งประวัติแพ้ยา แพ้ยาชา แพ้อาหาร โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ รวมถึงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่แพทย์ใช้เลือกตัวยาและวางแผนความปลอดภัยให้คุณโดยตรง
- พักผ่อนให้เพียงพอในคืนก่อนทำ: ร่างกายที่ได้พักเต็มที่จะฟื้นตัวจากรอยเข็มได้ไวกว่า และสภาพผิวที่ไม่ล้าก็ตอบสนองต่อสารบำรุงได้ดีกว่าด้วยครับ
การดูแลตัวเองหลังฉีด
หลังฉีดเสร็จ ผิวจะมีรอยเข็มเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วบริเวณที่ทำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติและจะหายไปเองครับ สิ่งที่ต้องทำคือดูแลตามช่วงเวลาดังนี้
- ช่วง 4-6 ชั่วโมงแรก งดล้างหน้าและงดแต่งหน้าเด็ดขาด: รอยเข็มยังเปิดอยู่ การให้น้ำ เครื่องสำอาง หรือมือที่ไม่สะอาดสัมผัสใบหน้าช่วงนี้ เสี่ยงพาเชื้อโรคเข้าสู่ผิวโดยตรง
- ช่วง 24 ชั่วโมงแรก งดแอลกอฮอล์และการออกกำลังกายหนัก: ทั้งสองอย่างทำให้เลือดสูบฉีดแรง รอยช้ำหรือรอยเข็มที่ควรหายเร็วจะยิ่งหายช้าลง
- ช่วง 3 วันแรก ห้ามนวด กด หรือคลึงบริเวณที่ฉีด: โดยเฉพาะเคส Rejuran ที่มักมีตุ่มนูนเล็ก ๆ ตามจุดฉีด ตุ่มเหล่านี้คือตัวยาที่จะค่อย ๆ ยุบและซึมเข้าผิวเองตามธรรมชาติ การไปกดคลึงจะรบกวนการกระจายตัวของยาครับ
- ช่วง 2 สัปดาห์แรก เลี่ยงความร้อนจัด: เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือการทำเลเซอร์ชนิดที่ใช้ความร้อน เพราะความร้อนสูงเร่งให้ Hyaluronic Acid สลายตัวไวขึ้น เท่ากับผลลัพธ์ที่ควรอยู่ได้นานหลายเดือนหดสั้นลงโดยเปล่าประโยชน์
- ดื่มน้ำให้มากตลอดช่วงหลังทำ ประมาณวันละ 2-3 ลิตร: ข้อนี้ผมถือเป็นเคล็ดลับสำคัญที่สุดข้อหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ฉีดกลุ่ม Skin Booster หรือ Neauvia Hydro Deluxe เพราะ Hyaluronic Acid ทำงานด้วยการจับน้ำเข้าหาตัว ยิ่งร่างกายมีน้ำให้จับมากเท่าไหร่ ผิวก็ยิ่งฟูเด้งและฉ่ำเต็มศักยภาพของตัวยามากเท่านั้นครับ
FAQ รวมคำถามที่พบบ่อยและข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ
ก่อนตัดสินใจทำหัตถการใด ๆ การได้คำตอบที่ชัดเจนย่อมช่วยให้สบายใจขึ้นครับ ผมรวบรวมคำถามที่คนไข้ถามบ่อยที่สุดทั้งที่คลินิกและบนโลกออนไลน์ มาตอบไว้ตรงนี้ให้ครบในที่เดียว
ต้องฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผล
คำตอบขึ้นอยู่กับกลุ่มตัวยาที่เลือกใช้ครับ กลุ่ม Skin Booster อย่าง Restylane Vital Light หรือ Belotero Revive จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องความชุ่มชื้นและความฉ่ำของผิวได้ตั้งแต่ครั้งแรก โดยชัดเจนขึ้นในช่วง 3-7 วันหลังฉีด ส่วน Rejuran จะเริ่มรู้สึกว่าผิวเนียนลื่นขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกเช่นกัน แต่ผลลัพธ์เรื่องหลุมสิวและความแข็งแรงของผิวจะชัดที่สุดเมื่อฉีดต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง ขณะที่กลุ่ม Meso หน้าใสอย่าง Meso Collagen, Meso Bright หรือ Meso Melasma แนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 3-5 ครั้งขึ้นไป โดยเว้นระยะสัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้การปรับสีผิวหรือดูแลฝ้ากระเห็นผลสะสมชัดเจน ทั้งนี้ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ย ผลจริงแตกต่างตามสภาพผิวของแต่ละคนครับ
ตอนฉีดเจ็บไหม
ความรู้สึกระหว่างทำอยู่ในระดับที่คนส่วนใหญ่ทนได้สบายครับ เพราะก่อนทำทุกครั้ง ทางคลินิกจะแปะยาชาให้ทั่วบริเวณนาน 30-45 นาที นอกจากนี้ตัวยา Skin Booster รุ่นใหม่หลายตัวยังผสมยาชามาในเนื้อยาด้วย ทำให้ระหว่างเดินยารู้สึกเพียงตึง ๆ หรือคล้ายมดกัดเบา ๆ เท่านั้น คนที่กลัวเข็มมากเป็นพิเศษสามารถแจ้งทีมงานล่วงหน้าได้ เราจะดูแลให้ผ่อนคลายที่สุดครับ
มีอันตรายอะไรไหม
หากทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ด้วยตัวยาแท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ความเสี่ยงจัดว่าต่ำครับ ส่วนใหญ่เป็นเพียงรอยแดง รอยช้ำ หรือตุ่มนูนชั่วคราวที่หายได้เอง อันตรายที่เป็นข่าวมักมาจากยาหิ้วหรือเมโสปลอมที่ไม่ผ่านมาตรฐาน รวมถึงการฉีดโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ ซึ่งเสี่ยงทั้งการติดเชื้อและผิวหนังอักเสบรุนแรง วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือเลือกคลินิกที่ตรวจสอบได้และมีแพทย์เป็นผู้ทำจริง ที่ Dr.Lock เราแกะกล่องยาใหม่ให้คนไข้ดูต่อหน้าทุกเคส เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่เข้าสู่ผิวคุณคือของแท้ทั้งหมดครับ
ฉีดแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน
ระยะเวลาของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลักครับ ปัจจัยแรกคือชนิดของตัวยา กลุ่ม Meso ทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 1-2 เดือนต่อครั้ง Rejuran เมื่อฉีดครบคอร์สผลลัพธ์ผิวแข็งแรงอยู่ได้ราว 6-8 เดือน ส่วนกลุ่ม Skin Booster อย่าง Restylane Vital Light และ Belotero Revive เป็นกลุ่มที่อยู่ได้นานที่สุด ประมาณ 6-9 เดือนต่อการฉีดหนึ่งครั้ง ปัจจัยที่สองคือการดูแลตัวเอง คนไข้ที่ดื่มน้ำมาก พักผ่อนเพียงพอ และเลี่ยงความร้อนจัดอย่างซาวน่าหรืออบไอน้ำ จะรักษาความฉ่ำของผิวไว้ได้นานกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่คนนอนดึก สูบบุหรี่ หรือเจอแดดจัดโดยไม่ป้องกัน ผลลัพธ์ก็จะหมดไวขึ้นตามไปด้วยครับ
หลังฉีดห้ามทำอะไรบ้าง
ข้อห้ามหลักหลังทำมีไม่กี่ข้อ แต่ทุกข้อมีผลต่อผลลัพธ์โดยตรงครับ ช่วง 4-6 ชั่วโมงแรกห้ามล้างหน้าและแต่งหน้า เพื่อกันสิ่งสกปรกเข้ารอยเข็มที่ยังเปิดอยู่ ช่วง 24 ชั่วโมงแรกงดแอลกอฮอล์และออกกำลังกายหนักเพื่อลดบวมช้ำ ห้ามแกะเกาหรือกดคลึงตุ่มนูนบริเวณที่ฉีดโดยเฉพาะเคส Rejuran เพราะตุ่มจะยุบเองตามธรรมชาติ และช่วง 2 สัปดาห์แรกให้เลี่ยงความร้อนจัดทุกรูปแบบ ทั้งซาวน่า อบไอน้ำ และเลเซอร์ชนิดใช้ความร้อน เพราะความร้อนเร่งให้ Hyaluronic Acid สลายตัวเร็วกว่าที่ควร รายละเอียดฉบับเต็มย้อนดูได้ที่หัวข้อการดูแลตัวเองด้านบนครับ
สรุป: เลือกฉีดหน้าใสอย่างไรให้คุ้มและปลอดภัย
หัวใจของการเลือกโปรแกรม Custom Skin Quality ใด ๆ เพื่อมาฉีดหน้าใส ไม่ได้อยู่ที่การเลือกตัวยาที่แพงที่สุดหรือตัวที่กำลังเป็นกระแสนะครับ แต่อยู่ที่การเลือกให้ตรงกับปัญหาผิวของตัวเองจริง ๆ ผิวแห้งขาดน้ำควรเริ่มจากกลุ่มเติมน้ำ ผิวเสียจากสิวควรมองกลุ่มซ่อมแซม ส่วนคนที่ปัญหาหลักคือฝ้ากระ ก็ควรเน้นกลุ่มดูแลเม็ดสี การจับคู่ให้ถูกตั้งแต่แรกช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลากว่าการลองผิดลองถูกเองมาก
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าผิวของคุณควรเริ่มจากตัวไหน ระหว่าง Meso หน้าใสพื้นฐาน Rejuran หรือ Skin Booster ไม่ต้องกังวลครับ สามารถส่งรูปหน้าสดเข้ามาให้ผมประเมินเบื้องต้นได้ฟรีทาง Line Official: @drlockclinic ถ้าหากท่านอาศัยอยู่ที่โคราชหรือจังหวัดใกล้เคียง ก็สามารถติดต่อมาเพื่อจองคิวนัดเพื่อขอคำปรึกษาผ่านทาง Line ได้เช่นกัน ผมจะแนะนำตามสภาพผิวจริงอย่างตรงไปตรงมา เหมาะกับอะไรบอกตามนั้น ไม่เชียร์เกินความจำเป็น และไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องตัดสินใจทำทันที “คืนผิวฉ่ำวาว ย้อนวัยให้ผิวเด็ก” ด้วยความใส่ใจจาก Dr.Lock Clinic โคราช เราพร้อมดูแลคุณด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
นอกจากงานฟื้นฟูคุณภาพผิวแล้ว หากคุณมีความกังวลเรื่องอื่นร่วมด้วย เช่น การปรับรูปหน้า เติมเต็มร่องลึก หรือการยกกระชับ สามารถดูภาพรวมบริการทั้งหมดได้ที่หน้า บริการด้านความงาม Aesthetic Treatment ของ Dr.Lock Clinic เรายินดีดูแลทุกปัญหาความงามของคุณด้วยมาตรฐานเดียวกันครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ ผลลัพธ์ของแต่ละหัตถการขึ้นอยู่กับสภาพผิวและลักษณะปัญหาของแต่ละบุคคล ผู้ที่สนใจควรเข้ารับการประเมินและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทุกครั้ง