เจาะลึกการร้อยไหม (Thread Lift)
ยกกระชับหน้าเรียว แก้แก้มห้อย โดยไม่ต้องผ่าตัด
Home » Aesthetic Treatment » Thread Lift
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น แรงโน้มถ่วงก็เริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างขยันขันแข็ง ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย แก้มห้อยย้อย ร่องแก้มลึก หรือกรอบหน้าไม่ชัดเจน ซึ่งทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและดูแก่กว่าวัย ครั้นจะไปผ่าตัดดึงหน้า (Face Lift) ก็กลัวเจ็บ กลัวแผลเป็น และไม่มีเวลาพักฟื้น การร้อยไหม (Thread Lift) จึงกลายเป็นทางออกยอดนิยมที่ตอบโจทย์ที่สุดในยุคนี้ครับ เพราะเปรียบเสมือนการ “กู้คืนความกระชับแบบเร่งด่วน” (Instant Lift) ที่เห็นผลทันทีหลังทำ พร้อมช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวสวย V-Shape ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ที่ Dr.Lock Clinic หมอให้ความสำคัญกับการออกแบบรูปหน้าเฉพาะบุคคล (Personalized Facial Design) ครับ เพราะใบหน้าของแต่ละคนมีโครงสร้างและปัญหาที่แตกต่างกัน เทคนิคการร้อยไหมของหมอจึงไม่ได้เน้นแค่การดึงให้ตึงที่สุดจนหน้าดูแข็งหรือผิดรูป แต่เราเน้นการ “จัดวางตำแหน่งเส้นไหม” อย่างแม่นยำ เพื่อยกกระชับในจุดที่ถูกต้อง คืนความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น โดยเลือกใช้ไหมละลายเกรดการแพทย์ (Medical Grade) ที่มีความปลอดภัยสูง มั่นใจได้เลยว่าสวยเป๊ะแบบปลอดภัย ไม่ทิ้งสารตกค้างแน่นอนครับ
เลือกเนื้อหาที่ต้องการอ่าน
Toggleร้อยไหม (Thread Lift) คืออะไร หลักการทำงานเป็นอย่างไร
การร้อยไหม (Thread Lift) คือ หัตถการยกกระชับปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการใช้เข็มนำเส้นไหมละลายเข้าไปในชั้นผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) หรือ ชั้น SMAS (Superficial Musculo-Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้าครับ เพื่อสร้างโครงข่ายพยุงผิวใหม่และยกกระชับจุดที่หย่อนคล้อยให้เต่งตึงขึ้นได้ทันที
หลักการทำงานของร้อยไหม มี 2 กลไกหลักที่ทำหน้าที่ผสานกันครับ:
- Lifting Effect (การยกกระชับทันที): ตัวเส้นไหมจะมีเงี่ยง (Barbs) หรือกิ่งก้านเล็กๆ คล้ายก้างปลาทำหน้าที่ “เกี่ยว” และ “ล็อก” เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง แล้วดึงรั้งผิวให้ยกขึ้นต้านแรงโน้มถ่วง ทำให้คนไข้เห็นผลลัพธ์หน้ายก แก้มหายห้อยทันทีหลังทำเสร็จครับ
- Tightening Effect (การกระตุ้นคอลลาเจน): หลังจากร้อยไหมเข้าไป ร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง (Healing Process) โดยการสร้างเส้นเลือดใหม่และกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ให้ผลิต Collagen และ Elastin ขึ้นมาพันรอบๆ เส้นไหม ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างโครงสร้างตาข่ายผิวใหม่ที่แข็งแรง ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น แน่นกระชับ รูขุมขนเล็กลง และผิวดูใสขึ้นในระยะยาวครับ
รู้จักประเภทของไหม: ไหม PDO, PLLA, PCL ต่างกันอย่างไร
การเลือกชนิดของไหมเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะส่งผลต่อ “ความปลอดภัย” และ “ผลลัพธ์” โดยตรง เราสามารถแบ่งประเภทของไหมได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ แบ่งตามวัสดุ และ แบ่งตามลักษณะโครงสร้างครับ
- แบ่งตามวัสดุ (Material): วัสดุที่ใช้ทำไหมละลายในปัจจุบันมี 3 ชนิดหลัก แต่ที่ Dr.Lock Clinic เราเลือกใช้เฉพาะไหม PDO ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลและมีความปลอดภัยสูงครับ
- ไหม PDO (Polydioxanone): เป็นไหมชนิดเดียวกับที่ใช้เย็บเส้นเลือดหัวใจในทางการแพทย์มากว่า 30 ปี มีความยืดหยุ่นสูง ไม่เปราะหักง่าย และที่สำคัญคือ ปลอดภัยมาก เพราะสามารถละลายหายไปได้เองจนหมด 100% ภายใน 6-8 เดือน โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ได้ดี ทำให้ผิวแน่นกระชับ ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อนไตแข็งๆ ครับ
- ไหม PLLA (Poly-L-Lactic Acid): เป็นวัสดุเดียวกับสารเติมเต็มบางชนิด มีความแข็งกว่า PDO อยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือน แต่อาจมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า และเสี่ยงต่อการคลำเจอเป็นลำได้ในผิวบางจุด
- ไหม PCL (Polycaprolactone): เป็นไหมรุ่นใหม่ที่มีความยืดหยุ่นสูงและอยู่นานที่สุด (18-24 เดือน) แต่ราคาก็จะสูงตามไปด้วย และต้องอาศัยความชำนาญแพทย์สูงในการร้อยครับ
- แบ่งตามลักษณะเส้นไหม (Structure): เพื่อให้ตอบโจทย์การรักษาที่แตกต่างกัน ทางคลินิกจึงมีไหมให้บริการ 2 รูปแบบหลัก คือ:
- ไหมเรียบ (Mono Threads) หรือที่เรียกกันว่า “ไหม PDO”: ลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง เหมาะสำหรับ “งานผิว” โดยเฉพาะครับ เน้นร้อยสานกันเป็นร่างแหเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ช่วยให้ผิวแน่นเฟิร์ม รูขุมขนกระชับ และลดริ้วรอยเล็กๆ (Fine Lines) ได้ดีเยี่ยม
- ไหมก้างปลา (Barb / Cog Threads): ลักษณะเส้นไหมจะมีเงี่ยงคล้ายก้างปลาตลอดแนว ทำหน้าที่ “ล็อกและดึงเนื้อเยื่อ” ได้อย่างมีพลัง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ “งานยก” โดยเฉพาะ เช่น การดึงแก้มห้อย ยกเหนียง หรือเก็บกรอบหน้าให้คมชัด เห็นผลลัพธ์หน้าวีเชฟทันทีหลังทำครับ
ร้อยไหมช่วยลดริ้วรอยจุดไหนได้บ้าง
การร้อยไหมในปัจจุบันมีความ Advance ขึ้นมากครับ ไม่ใช่แค่การดึงแก้มห้อยเพียงอย่างเดียว แต่สามารถดีไซน์ปรับรูปหน้าได้เกือบทุกส่วน โดยตำแหน่งที่นิยมทำและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่ Dr.Lock Clinic มีดังนี้ครับ:
- ร้อยไหมหน้าเรียว เก็บกรอบหน้า (V-Shape & Jawline): เป็นจุดที่คนไข้รีเควสมากที่สุดครับ เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาแก้มห้อยย้อย (Jowls) หรือกรอบหน้าไม่ชัด การร้อยไหมก้างปลาจะช่วยดึงผิวที่หย่อนคล้อยให้ยกขึ้นและล็อกเข้ากับจุดยึด ทำให้กรอบหน้าคมชัดขึ้น หน้าดูเรียวเล็กเป็น V-Shape ทันที
- ร้อยไหมเหนียง (Double Chin): ใครที่มี “คางสองชั้น” หรือหนังใต้คางหย่อนยาน การร้อยไหมจะช่วยเก็บซ่อนผิวส่วนเกินและกระชับเนื้อเยื่อบริเวณใต้คางให้ตึงขึ้น ทำให้ลำคอดูระหงและใบหน้าดูมีมิติ
- ร้อยไหมร่องแก้ม (Nasolabial Folds): ปัญหาร่องแก้มลึกทำให้หน้าดูแก่กว่าวัย หมอจะใช้เทคนิคการร้อยไหมเพื่อยกพวงแก้มด้านบนขึ้น หรือใช้ไหม PDO สานเป็นร่างแหเพื่อเติมเต็มร่องลึกให้ตื้นขึ้น ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติ
- ร้อยไหมยกหางตา (Foxy Eyes / Brow Lift): สำหรับใครที่หางตาตก คิ้วตก หรืออยากได้ลุคเฉี่ยวคมแบบสายฝอ การร้อยไหมบริเวณขมับจะช่วยดึงหางตาและคิ้วให้ยกขึ้น เปิดดวงตาให้ดูสดใสและมีเสน่ห์มากขึ้น
ขั้นตอนการทำเจ็บไหม และต้องพักฟื้นกี่วัน
หลายคนอยากหน้าเรียวแต่กลัวเจ็บ ขอบอกเลยครับว่า “การร้อยไหมเจ็บน้อยกว่าที่คิดมาก” ครับ เพราะที่ Dr.Lock Clinic เราให้ความสำคัญกับการระงับความรู้สึกอย่างเต็มที่ โดยมีขั้นตอนดังนี้:
- ขั้นตอนการระงับความรู้สึก: ก่อนเริ่มทำ หมอจะมีการแปะยาชาทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที และมีการฉีดยาชาเฉพาะจุด (Local Anesthesia) บริเวณทางเปิดเข็มและแนวที่จะร้อยไหม ดังนั้นในขณะที่ร้อยไหม คนไข้จะ แทบไม่รู้สึกเจ็บเลย อาจจะมีความรู้สึกตึงๆ หรือเหมือนมีอะไรผ่านใต้ผิวหนังบ้างเล็กน้อยเท่านั้นครับ
- หลังทำทันที (Downtime): อาจมีอาการบวมเล็กน้อยจากยาชา ซึ่งจะยุบลงเองภายใน 3-4 ชั่วโมง บางเคสอาจมีรอยเขียวช้ำเล็กน้อยบริเวณจุดที่สอดไหม ซึ่งสามารถแต่งหน้ากลบได้และจะจางหายไปเอง
- ระยะเวลาเข้าที่ (Recovery Timeline):
- 3-7 วันแรก: อาจมีอาการบวมหรือระบมเล็กน้อย และจะค่อยๆ ยุบลงจนเป็นปกติ
- 2-4 สัปดาห์: ไหมจะเริ่มนิ่มลงและเซ็ตตัวเข้ากับเนื้อเยื่อ อาการตึงผิวจะหายไป และหน้าจะเริ่มเข้าที่สวยงาม
- 1 เดือนขึ้นไป: ผลลัพธ์จะชัดเจนที่สุด หน้าจะดูยกกระชับ ผิวแน่นฟูขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนครับ
สรุปคือ: ร้อยไหมไม่ต้องพักฟื้นแบบผ่าตัดครับ หลังทำสามารถขับรถกลับบ้าน หรือไปทำงานต่อได้เลย เพียงแค่ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัดครับ
ร้อยไหม อยู่ได้นานไหม
เป็นคำถามที่หมอพบบ่อยมากครับว่า “ร้อยไหมแล้วอยู่ได้ถาวรไหม?” คำตอบคือ ไม่ถาวรครับ แต่ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมและการดูแลตัวเองของคนไข้เป็นหลักครับ
สำหรับ ไหมละลาย PDO (Polydioxanone) ที่ Dr.Lock Clinic เลือกใช้นั้น จะมีระยะเวลาการทำงาน 2 ระยะ ดังนี้ครับ:
- ระยะที่ไหมยังอยู่ (6-8 เดือน): ตัวเส้นไหมจะคงสภาพอยู่ในผิวหนังและทำหน้าที่พยุงผิวไว้ประมาณ 6-8 เดือน ก่อนจะค่อยๆ สลายตัวไปเองตามธรรมชาติจนหมด 100% โดยไม่ทิ้งสารตกค้างใดๆ
- ระยะผลลัพธ์หลังไหมละลาย (1-2 ปี): แม้เส้นไหมจะละลายหายไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือ “โครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน” (Collagen Network) ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาพันรอบแนวเส้นไหมเดิมครับ โครงสร้างนี้จะทำหน้าที่เป็นตาข่ายธรรมชาติช่วยพยุงผิวให้ยังคงความกระชับ เต่งตึง และดูอ่อนเยาว์ต่อไปได้อีก รวมระยะเวลาผลลัพธ์ทั้งหมดประมาณ 1-2 ปี ครับ
ปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น:
- อายุและสภาพผิวเดิม: คนอายุน้อยหรือผิวที่มีคุณภาพดี จะสร้างคอลลาเจนได้ดีกว่า ผลลัพธ์จึงอยู่นานกว่า
- พฤติกรรม: การหลีกเลี่ยงความร้อนจัด (ซาวน่า/เลเซอร์ความร้อนสูง) การงดสูบบุหรี่ และการพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยรักษาคอลลาเจนให้อยู่กับเราได้นานขึ้นครับ
ข้อดี-ข้อเสีย และใครที่ไม่เหมาะกับการร้อยไหม
การทำหัตถการทุกชนิดย่อมมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดครับ เพื่อให้คนไข้ตัดสินใจได้ถูกต้อง หมอสรุปเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนดังนี้ครับ:
ข้อดีของการร้อยไหม:
- เห็นผลทันที (Instant Result): หลังทำเสร็จสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เลยว่าหน้ายกขึ้น แก้มห้อยหายไป
- ไม่ต้องผ่าตัด (Non-Surgical): ไม่ต้องวางยาสลบ ไม่มีแผลผ่าตัดใหญ่ และไม่ต้องพักฟื้นนานเหมือนการดึงหน้า
- แก้ปัญหาได้ตรงจุด: สามารถดีไซน์การยกกระชับได้เฉพาะจุดตามปัญหาของแต่ละบุคคล
- ช่วยฟื้นฟูผิว: นอกจากการยกกระชับแล้ว ยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวเต่งตึงและรูขุมขนกระชับขึ้นด้วย
ข้อเสีย/ข้อจำกัด:
- ไม่ถาวร: ผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี ต้องกลับมาทำซ้ำหากต้องการคงสภาพ (ต่างจากการผ่าตัดดึงหน้าที่อยู่ได้นานกว่า)
- ข้อจำกัดในคนที่มีหนังส่วนเกินเยอะมาก: หากผิวหย่อนคล้อยมากๆ หรือมีอายุมาก การร้อยไหมอาจยกได้ไม่เต็มที่ อาจต้องพิจารณาการผ่าตัดร่วมด้วย
- ความเสี่ยงหากทำกับแพทย์ไม่ชำนาญ: อาจเกิดปัญหาหน้าบุ๋ม เป็นรอยรั้ง หรือเส้นไหมโผล่ได้ หากวางตำแหน่งไหมไม่ถูกต้อง
ใครที่ไม่เหมาะกับการร้อยไหม?
- ผู้ที่มีผิวบางมากๆ: อาจเสี่ยงต่อการเห็นรอยเส้นไหมนูนขึ้นมา
- ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง: บริเวณที่จะทำต้องไม่มีสิวอักเสบหรือแผลติดเชื้อ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด: เช่น โรคเลือดออกง่าย หรือคนที่ทานยาละลายลิ่มเลือด (ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทำ)
- สตรีมีครรภ์: ควรหลีกเลี่ยงไปก่อนครับ
อัปเดตราคาโปรโมชั่นร้อยไหม 2026
เรื่องราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่หลายคนใช้ประกอบการตัดสินใจครับ ที่ Dr.Lock Clinic เราเน้นความโปร่งใสและคุ้มค่า โดยราคาจะขึ้นอยู่กับ “ชนิดของไหม” และ “จำนวนเส้น” ที่ใช้ในการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลครับ
สำหรับโปรโมชั่นปี 2026 เราคัดสรรไหมคุณภาพสูง 2 ชนิดหลักที่ตอบโจทย์งานผิวและงานยกกระชับ มาให้บริการในราคาที่จับต้องได้:
- ไหม PDO: ราคา 900 บาท / เส้น
- เหมาะสำหรับ: งานผิว (Skin Quality) เน้นช่วยเรื่องรูขุมขน ความแน่นกระชับ และลดริ้วรอยเล็กๆ
- ไหมก้างปลา (Barb Threads): ราคา 2,700 บาท / เส้น
- เหมาะสำหรับ: งานยกกระชับ (Lifting) โดยตรง ใช้ดึงแก้มห้อย ยกเหนียง หรือเก็บกรอบหน้าให้คมชัด (แรงดึงสูงกว่า เห็นผลชัดเจนกว่า)
ต้องใช้กี่เส้น? จำนวนเส้นไหมที่ใช้จะแตกต่างกันไปในแต่ละเคสครับ ขึ้นอยู่กับความหย่อนคล้อยและรูปหน้าเดิมของคนไข้
- ตัวอย่าง: การเก็บกรอบหน้าอาจใช้ไหมก้างปลาข้างละ 3-4 เส้น หรือหากต้องการงานผิวแน่นๆ อาจใช้ไหม PDO ทั่วหน้า 20-30 เส้นครับ
แนะนำให้เข้ามาปรึกษาเพื่อให้หมอประเมินรูปหน้าและวางแผนจำนวนเส้นที่เหมาะสมที่สุดให้ก่อนตัดสินใจได้เลยครับ
คำถามที่พบบ่อยหลังร้อยไหม (FAQ & Aftercare)
การดูแลตัวเองหลังร้อยไหมสำคัญมากครับ เพราะมีผลต่อการเข้าที่ของเส้นไหมและความสวยของรูปหน้าโดยตรง หมอจึงรวบรวมข้อสงสัยที่ถามกันเข้ามาบ่อยที่สุด มาตอบให้เคลียร์กันตรงนี้ครับ
ร้อยไหม ห้ามนอนตะแคงกี่วัน
แนะนำให้ นอนหงายและหนุนหมอนสูง ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ครับ เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหน้าถูกกดทับขณะหลับ ซึ่งอาจทำให้เส้นไหมที่ยังไม่เซ็ตตัวเกิดการเคลื่อนที่หรือเบี้ยวเอียงได้ และช่วยลดอาการบวมได้ดีอีกด้วยครับ
ร้อยไหม ห้ามกินอะไรบ้าง และกินกาแฟ หรือแอลกอฮอล์ได้ไหม
- แอลกอฮอล์: ควรงดอย่างน้อย 3-7 วัน ครับ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้เลือดสูบฉีดแรง อาจทำให้หน้าบวมช้ำมากขึ้นและแผลหายช้า
- ของแสลง/ของหมักดอง/อาหารทะเลดิบ: ควรงด 1-2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหรืออาการคันแผล
- กาแฟ/ของร้อน: สามารถทานได้ครับ แต่ในช่วง 2-3 วันแรก แนะนำให้ทานแบบอุ่นๆ ไม่ร้อนจัด เพื่อลดการกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่มากเกินไปบริเวณใบหน้า
หลังร้อยไหม สระผมได้ไหม
สระได้ตามปกติครับ (หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง) แต่ข้อควรระวังคือ “ห้ามเกาแรง” หรือนวดศีรษะแรงๆ บริเวณขมับหรือจุดที่มีรูเปิดเข็มครับ ให้ใช้วิธีลูบเบาๆ และซับให้แห้งสะอาดก็เพียงพอครับ
อาการไหมขาดเป็นอย่างไร และต้องทำอย่างไร
อาการไหมขาดมักเกิดจากการขยับหน้าแรงๆ หรืออ้าปากกว้างเกินไปในช่วงแรก คนไข้จะได้ยินเสียงดัง “เปรี้ยะ” หรือรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที และอาจคลำเจอปมไหมนูนๆ หรือหน้าดูหย่อนลงข้างหนึ่ง หากสงสัยว่าไหมขาด ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันที เพื่อแก้ไข ไม่ควรนวดหรือกดดันด้วยตัวเองครับ
ปกติใช้ไหมกี่เส้น
ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคนดังนี้ครับ
- ยกกระชับ (Lifting): ปกติใช้ข้างละ 3-5 เส้น (รวม 6-10 เส้นทั่วหน้า) สำหรับไหมก้างปลา เพื่อแรงดึงที่พอเหมาะ
- งานผิว (Rejuvenation): อาจใช้ไหม PDO เส้นเล็ก 20-30 เส้น สานเป็นร่างแหเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนครับ
ร้อยไหม ทำคู่กับฉีดแฟต (Meso Fat) ได้ไหม
ทำคู่กันได้และเห็นผลดีมากครับ หากคนไข้มีทั้งแก้มห้อยและไขมันเยอะ หมอแนะนำให้ฉีดแฟตเพื่อสลายไขมันก้อนใหญ่ให้เล็กลงก่อน หรือทำพร้อมกันในวันเดียวได้เลย เพื่อให้การดึงยกกระชับทำได้ง่ายขึ้นและเห็นกรอบหน้าชัดเจนกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่งครับ
สรุป ปรับรูปหน้า V-Shape ต้องร้อยไหมที่ Dr.Lock Clinic
หากคุณกำลังมองหาทางลัดสู่ใบหน้าเรียวสวย V-Shape และดูอ่อนเยาว์ลงโดยไม่ต้องเจ็บตัวผ่าตัด การร้อยไหม (Thread Lift) คือคำตอบที่ตรงโจทย์ที่สุดครับ ที่ Dr.Lock Clinic เราพร้อมดูแลคุณด้วยไหมคุณภาพสูงทั้ง ไหม PDO และ ไหมก้างปลา ที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วว่าปลอดภัยและเห็นผลจริง ผสานกับเทคนิคการดีไซน์รูปหน้าเฉพาะบุคคล (Personalized Design) ที่ไม่เพียงแค่ดึงให้ตึง แต่เรา “ปั้น” ให้คุณดูดีขึ้นในเวอร์ชันที่เป็นธรรมชาติที่สุด มั่นใจได้เลยว่าผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าและปลอดภัยในระยะยาวครับ
สำหรับใครที่สนใจการดูแลผิวหน้าแบบครบวงจร ทั้งการเติมเต็ม ปรับรูปหน้า หรือฟื้นฟูผิว สามารถเข้าไปดูรายละเอียดโปรแกรมอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่หน้า Aesthetic Treatment ปรับรูปหน้าและดูแลผิวพรรณ เพื่อเลือกหัตถการที่เหมาะกับคุณที่สุด หรือทักแชทเข้ามาปรึกษาหมอก่อนได้เลยครับ