เจาะลึก Radiesse (เรเดียส)
ช่วยกู้ผิวพังสร้างโครงสร้างใหม่ได้จริงไหม
Home » Aesthetic Treatment » Collagen Biostimulator » Radiesse
เมื่ออายุเข้าเลข 3 ปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจให้หลายคนคงหนีไม่พ้นเรื่องความหย่อนคล้อย (Sagging) และผิวที่ดู “หลวม” ไม่กระชับเหมือนเก่า ซึ่งเกิดจากการที่โครงสร้างผิวชั้นลึกอย่างกระดูกและเส้นใยคอลลาเจนเริ่มเสื่อมสภาพลงครับ การแก้ไขด้วยฟิลเลอร์เติมเต็มเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในระยะยาว วันนี้หมอล็อคจะพาไปทำความรู้จักกับ Radiesse (เรเดียส) นวัตกรรมงานผิวระดับตำนานจากอเมริกา ที่ถูกยกให้เป็นต้นแบบของ Collagen Biostimulator หรือสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตัวแรกของโลก
ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกกันถึงแก่นครับว่า เจ้ากล่องสีขาวนี้มีความสามารถในการ “รีโนเวท” โครงสร้างผิวให้กลับมาแน่นเฟิร์มได้อย่างไร ทำไมหมอทั่วโลกถึงยังเชื่อมั่นในประสิทธิภาพมานานกว่า 20 ปี และคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ พร้อมอัปเดตเทคนิคการฉีดและราคาโปรโมชั่นล่าสุดปี 2026 ครับ
เลือกเนื้อหาที่ต้องการอ่าน
ToggleRadiesse คืออะไร เจาะลึกส่วนประกอบ CaHA ที่เหนือกว่าสารเติมเต็มทั่วไป
สำหรับคำถามที่ว่า Radiesse คือ อะไร ต้องบอกว่านี่คือต้นตำรับของสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Original Collagen Biostimulator) ที่ครองใจแพทย์ทั่วโลกมายาวนานกว่า 20 ปีครับ ผลิตโดยบริษัท Merz Aesthetics จากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสิ่งที่ทำให้ Radiesse แตกต่างและเหนือกว่าฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA) ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง คือส่วนประกอบที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ซึ่งทำงานประสานกัน 2 ส่วนหลัก ได้แก่
- CaHA Microspheres (30%): หรือ “แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์” (Calcium Hydroxylapatite) ซึ่งเป็นอนุภาคแคลเซียมทรงกลมขนาดเล็กที่มีโครงสร้างเหมือนแร่ธาตุในกระดูกและฟันของมนุษย์ 100% มีความปลอดภัยสูงและสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยเจ้า CaHA นี้จะทำหน้าที่เสมือน “โครงสร้างบ้านใหม่” (Scaffold) ให้เซลล์ผิวมายึดเกาะและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาล้อมรอบ
- CMC Gel Carrier (70%): คือเจลเนื้อนุ่มที่มีความหนืดหยุ่นสูง ทำหน้าที่เป็นตัวนำพาเม็ด CaHA เข้าสู่ผิว ข้อดีคือช่วยให้เห็นผลลัพธ์เรื่องความอิ่มฟูได้ “ทันทีหลังฉีด” (Immediate Effect) โดยไม่ต้องรอนานเหมือนกลุ่ม PLLA และยังช่วยพยุงผิวให้ยกกระชับขึ้นได้ในทันที
ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวนี้ ทำให้ Radiesse ไม่ใช่แค่การเติมเต็มช่องว่างเหมือนฟิลเลอร์ทั่วไป แต่เป็นการ “สร้างรากฐานผิวใหม่” ให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอกครับ
Radiesse ช่วยเรื่องอะไร และผลลัพธ์การฟื้นฟูผิว 5 มิติ
นอกเหนือจากคุณสมบัติในการเติมเต็มร่องลึก ยังช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้งแบบครบวงจรครับ โดย Radiesse มีกลไกการทำงานอัจฉริยะที่เรียกว่า “5-Effect Regenerative Power” ซึ่งให้ผลลัพธ์ครอบคลุม 5 มิติ ดังนี้ครับ
- แก้ไขรูปหน้าทันที (Immediate Lifting & Contouring): ด้วยคุณสมบัติของเจล CMC (70%) ที่มีความหนืดสูง จะช่วยเติมเต็มร่องลึก ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย และปรับกรอบหน้าให้คมชัดขึ้นได้ทันทีหลังฉีด โดยไม่ต้องรอเวลาเหมือน Biostimulator ตัวอื่นๆ
- กระตุ้นคอลลาเจน Type I (Structural Strength): สาร CaHA จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 ซึ่งเปรียบเสมือน “เสาเข็ม” ที่แข็งแรง ช่วยให้ผิวมีความหนาแน่น (Skin Density) และโครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ผิวที่เคยย้วยจะกลับมาเฟิร์มกระชับ
- สร้างคอลลาเจน Type III (Youthful Skin): ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 3 ซึ่งมักพบมากในผิวเด็ก ทำให้ผิวมีความนุ่มนวล เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
- เพิ่มอีลาสติน (Elastin Stimulation): นี่คือจุดเด่นที่สำคัญมากครับ เพราะ Radiesse ช่วยเพิ่มปริมาณอีลาสตินในชั้นผิว ซึ่งทำหน้าที่เหมือน “สปริง” ช่วยคืนความยืดหยุ่นให้ผิว (Elasticity) ทำให้เวลาดึงแก้มแล้วผิวเด้งคืนตัวกลับได้ดี ไม่ย้วยค้าง
- กระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสารอาหาร (Angiogenesis): ช่วยกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดฝอยเล็กๆ มาเลี้ยงเซลล์ผิว ทำให้การลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารดีขึ้น ผิวจึงดูเปล่งปลั่ง สดใส และมีคุณภาพผิว (Skin Quality) ที่ดีขึ้นจากภายใน
สรุปสั้นๆ คือ Radiesse ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างผิวที่ “แก่-ย้วย-ฝ่อ” ให้กลับมา “แน่น-นุ่ม-เด้ง-เด็ก” ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ
Radiesse เหมาะกับใคร และข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ไม่แนะนำให้ฉีด
หมอล็อคขอแบ่งกลุ่มคนไข้ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากโปรแกรมนี้ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้ครับ
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยและกรอบหน้าไม่ชัด (Sagging Skin & Undefined Jawline): โดยเฉพาะในวัย 30+ ที่เริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าช่วงล่างมีความ “ย้วย” หรือโครงสร้างกระดูกเริ่มทรุดตัว ทำให้กรอบหน้าดูเบลอ ไม่คมชัด การฉีด Radiesse จะช่วยสร้างโครงค้ำยันใหม่ (Structural Support) ให้ผิวกลับมาตึงกระชับและกรอบหน้าดูคมชัดขึ้น
- ผู้ที่มีร่องแก้มลึกและร่องน้ำหมาก (Deep Folds): คนที่ต้องการเติมเต็มร่องลึกที่เกิดจากการยุบตัวของกระดูกและไขมัน ต้องการวอลลุ่มและอับมิติให้ใบหน้า โดยต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูบวมหรือ “หน้าล้น” เหมือนการเติมฟิลเลอร์ปริมาณมาก
- ผู้ที่มีปัญหาหลังมือแห้งเหี่ยว (Hand Rejuvenation): นี่คือจุดเด่นที่ Radiesse ทำได้ดีที่สุดและได้รับการรับรองจาก US FDA ครับ เหมาะมากสำหรับคนที่หลังมือดูแก่กว่าวัย ผิวบางจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน หรือเส้นเอ็นชัดเจน ตัวยาจะช่วยเติมเต็มให้หลังมือกลับมาดูอวบอิ่ม นุ่มนวล และลดการมองเห็นของเส้นเลือดลงได้
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนานและคุ้มค่า: เนื่องจาก Radiesse สามารถกระตุ้นคอลลาเจนได้ต่อเนื่องและให้ผลลัพธ์ธรรมชาติยาวนานถึง 2 ปี จึงเหมาะกับคนที่ไม่ชอบมาเติมบ่อยๆ
ข้อควรระวังและผู้ที่ไม่เหมาะ (Important Considerations): แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีจุดที่ต้องพิจารณาครับ นั่นคือสาร CaHA “ไม่สามารถฉีดสลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase)” เหมือนฟิลเลอร์ HA ทั่วไป หากฉีดผิดพลาดหรือเป็นก้อน จะต้องรอให้สลายเองตามธรรมชาติเท่านั้น ดังนั้น “ฝีมือแพทย์จึงสำคัญที่สุด” นอกจากนี้ ยังไม่แนะนำในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีการติดเชื้ออักเสบในบริเวณที่ฉีด หรือผู้ที่มีประวัติแพ้สารประกอบในตัวยาครับ
Radiesse มีกี่รุ่น และความแตกต่างระหว่างสูตร Classic กับ Plus
อีกหนึ่งคำถามที่คนไข้มักสงสัยคือ Radiesse มีกี่รุ่น และควรเลือกฉีดตัวไหนดี ปัจจุบันในประเทศไทยมีการนำเข้าอย่างถูกต้องอยู่ 2 รุ่นหลัก คือ Radiesse (หรือที่วงการแพทย์เรียกว่า Radiesse Classic) และ Radiesse Plus (รุ่นผสมยาชา) ซึ่งมีความแตกต่างกันในแง่ของการใช้งานดังนี้ครับ
- Radiesse Plus (+): เป็นรุ่นที่ผสมยาชา (Lidocaine) มาในหลอดสำเร็จรูป เนื้อเจลมีความหนืดและแข็งกว่าเล็กน้อย ออกแบบมาเพื่อเน้นงาน “ปั้นทรง” หรือเติมเต็มจุดที่ต้องการความพุ่งสูงๆ เช่น คาง หรือกรอบหน้า (Jawline) ให้ชัดขึ้นอย่างมีมิติ ไม่เหมาะกับงานผิวชั้นตื้น
- Radiesse Classic (รุ่นที่ Dr.Lock เลือกใช้): เป็นรุ่นดั้งเดิมที่เป็น Pure CaHA บริสุทธิ์ ไม่มีส่วนผสมของยาชาในตัว ซึ่งหมอล็อคเจาะจงเลือกใช้รุ่นนี้ด้วยเหตุผลสำคัญคือ “ความยืดหยุ่นในการรักษา (Versatility)” ครับ
- Customized Dilution: หมอสามารถนำมาผสมกับยาชาและน้ำเกลือ (Saline) ในอัตราส่วนเฉพาะบุคคล (เช่น 1:1, 1:2) เพื่อเปลี่ยนเนื้อเจลให้มีความเหลวเหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคนได้
- Better for Skin Quality: รุ่น Classic เหมาะที่สุดสำหรับการทำเทคนิค Hyperdilute เพื่อกระจายตัวยากระตุ้นคอลลาเจนทั่วใบหน้า คอ หรือหลังมือ ได้เนียนเรียบกว่า โดยไม่เสี่ยงเป็นก้อนแข็งเหมือนรุ่น Plus
ดังนั้น: การใช้รุ่น Classic จึงเปรียบเสมือนการตัดสูทแบบ Tailor-made ที่หมอสามารถดีไซน์ความเข้มข้นให้เข้ากับปัญหาผิวของคุณได้อย่างละเอียดลออที่สุดครับ
Radiesse ฉีดตรงไหนได้บ้าง และตำแหน่งยอดนิยมที่เห็นผลชัดเจน
ต้องบอกว่าด้วยความพิเศษของเนื้อเจล CaHA ที่มีความหนืดและแรงยกสูง (High G-Prime) ผสานกับเทคนิคการปรับความเข้มข้น (Dilution) ของหมอ ทำให้ Radiesse สามารถแก้ไขปัญหาได้หลากหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย โดยจุดที่แพทย์ทั่วโลกนิยมฉีดและเห็นผลลัพธ์ดีที่สุดมีดังนี้ครับ
- กรอบหน้าและคาง (Jawline & Chin Definition): เป็นตำแหน่ง Signature ของ Radiesse เลยครับ เพราะเนื้อเจลมีความแข็งแรงเหมือนกระดูก จึงช่วยปั้นกรอบหน้าให้คมชัด แก้ปัญหาคางตัดหรือกรอบหน้าเบลอให้ดู Sharp ขึ้นได้ทันที หน้าจะดูเรียวและมีมิติขึ้น
- ร่องแก้มและร่องน้ำหมาก (Deep Nasolabial Folds): เหมาะสำหรับคนที่มีร่องลึกมากๆ ที่เกิดจากกระดูกยุบตัว การฉีด Radiesse ลงในชั้นลึกจะช่วยหนุนโครงสร้างให้ร่องตื้นขึ้นดูเป็นธรรมชาติ โดยไม่ทำให้หน้าดูอูมหรือเคลื่อนตัวง่ายเหมือนฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม
- แก้มตอบและขมับ (Sunken Cheeks & Temples): ช่วยเติมเต็มวอลลุ่มที่หายไป ให้หน้าดูอิ่มเอิบและดูเด็กลง
- หลังมือ (Hand Rejuvenation): นี่คือ “The Best” ของวงการครับ Radiesse เป็นสารเติมเต็มตัวแรกและตัวเดียวที่ผ่านการรับรองจาก US FDA ให้ใช้สำหรับฟื้นฟูหลังมือโดยเฉพาะ ช่วยกลบเส้นเลือดปูดโปนและเส้นเอ็นที่ดูแก่กว่าวัย ให้กลับมาอวบอิ่ม นุ่มนวล แลดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง
- ลำคอและเนินอก (Neck & Décolletage): เพื่อลดเลือนริ้วรอยเส้นรอบคอ (Neck Lines) และผิวที่เหี่ยวย่นบริเวณเนินอกให้กลับมาตึงกระชับครับ
เปรียบเทียบ Radiesse vs Sculptra vs Filler เลือกตัวไหนให้ตรงจุด
เมื่อพูดถึงงานผิวและงานโครงสร้าง คำถามที่หมอพบบ่อยที่สุดคือการ เปรียบเทียบ Radiesse vs Sculptra และฟิลเลอร์ทั่วไป ว่าตัวไหนดีกว่ากัน จริงๆ แล้วแต่ละตัวมี “ฟังก์ชัน” ที่เก่งคนละด้านครับ หมอขอสรุปจุดเด่นของแต่ละตัว เพื่อให้คุณเลือกสิ่งที่ “ใช่” กับปัญหาผิวตัวเองที่สุดครับ
- Radiesse (เรเดียส) – สายงานโครงสร้าง “สวยทันที + ยิ่งนานยิ่งแน่น”
- จุดเด่น: เป็นตัวเดียวที่เป็น Hybrid คือให้ผลลัพธ์ 2 ต่อ ทั้ง “เติมเต็มทันที” (จาก CMC Gel) และ “กระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว” (จาก CaHA)
- ความเร็วในการเห็นผล: เห็นผลทันที 100% หลังทำ
- เหมาะกับ: คนที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันที ต้องการแก้ปัญหาร่องแก้มลึก ปรับกรอบหน้าชัด หรือเติมหลังมือให้ดูเต็ม
- จุดที่เหนือกว่า Sculptra: เห็นผลไวกว่า และสามารถฉีดจุดที่ต้องการความคมชัดได้ดีกว่า เช่น คาง กรอบหน้า
- Sculptra (สคัลป์ตรา) – สายงานผิวโกลว์ “รอได้แต่ผิวกระจก”
- จุดเด่น: สาร PLLA เน้นกระตุ้นคอลลาเจน Type I ได้สูงมาก (66.5%) เด่นเรื่องงานผิวแน่นฟูและปรับคุณภาพผิว (Skin Quality)
- ความเร็วในการเห็นผล: ต้องรอเวลา หลังฉีดจะได้แค่น้ำเกลือ พอผ่านไป 2-3 วันจะยุบ แล้วค่อยๆ ฟูขึ้นจริงในเดือนที่ 1-2
- เหมาะกับ: คนที่มีปัญหาแก้มตอบ หน้าตอบเยอะๆ หรือผิวบางที่ต้องการความโกลว์ใส และ “รอได้” ไม่รีบใช้หน้า
- HA Filler (ฟิลเลอร์) – สายงานปั้นทรง “ละเอียดอ่อน แก้ไขได้”
- จุดเด่น: สาร Hyaluronic Acid เน้นปรับรูปหน้าเฉพาะจุดที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ใต้ตา ปาก
- ความเร็วในการเห็นผล: เห็นผลทันที
- ข้อดีที่เหนือกว่า: “มียาแก้ (Hyaluronidase)” ถ้าไม่ชอบฉีดสลายได้ทันที ผิดกับ Biostimulator ที่ต้องรอสลายเองตามธรรมชาติ
สรุปสั้นๆ: อยากสวยด่วน+หน้าเป๊ะ เลือก Radiesse / อยากหน้าเด็กคุณภาพผิวดีขึ้น+รอได้ เลือก Sculptra / อยากปรับรูปหน้าเฉพาะจุด+สลายได้ถ้าไม่ชอบ เลือก Filler ครับ
Radiesse ต้องฉีดกี่ครั้ง และปริมาณยาที่เหมาะสมต่อการรักษา
โดยทั่วไปแล้ว Radiesse มีจุดเด่นคือสามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเรื่องโครงสร้างได้ตั้งแต่ “ครั้งแรกที่ทำ” แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ (Optimal Correction) ตามมาตรฐานสากล หมอแนะนำ Protocol ดังนี้ครับ
- จำนวนครั้งที่แนะนำ:
- ผู้ที่มีปัญหาหย่อนคล้อยน้อย-ปานกลาง: ฉีดเพียง 1 ครั้ง ก็สามารถเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจและอยู่ได้นาน 1 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีอายุ 40+ หรือผิวขาดคอลลาเจนมาก: แนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เดือน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างตาข่ายคอลลาเจนที่หนาแน่นขึ้น ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานถึง 18-24 เดือนครับ
- ปริมาณยาที่เหมาะสม (Dosing): อีกหนึ่งความคุ้มค่าของ Radiesse 1 กล่อง คือบรรจุตัวยามาให้ถึง 1.5 cc (ซึ่งมากกว่าฟิลเลอร์ทั่วไปที่มักให้มาเพียง 1 cc ถึง 50%)
- กรอบหน้าชัด (Jawline): ใช้ประมาณ 1-2 กล่อง (1.5 – 3.0 cc) ขึ้นอยู่กับความต้องการความคมชัด
- หลังมือ (Hands): โดยปกติใช้ข้างละ 1 กล่อง (รวม 2 กล่องสำหรับมือสองข้าง) เพื่อความอวบอิ่มที่เป็นธรรมชาติ
- งานผิวทั่วหน้า (Full Face Rejuvenation): แนะนำเริ่มต้นที่ 2 กล่อง (3.0 cc) เพื่อกระจายตัวยาสร้างคอลลาเจนให้ทั่วถึงทั้งใบหน้าครับ
ขั้นตอนการฉีดและอาการหลังทำ ต้องพักฟื้นกี่วัน
ความรู้สึกขณะทำ (Pain Level): แม้ว่ารุ่นที่หมอเลือกใช้จะเป็น Radiesse Classic (ที่ไม่ได้ผสมยาชาสำเร็จรูปมาจากโรงงาน) แต่ข้อดีคือหมอสามารถ “ผสมยาชา (Lidocaine)” เข้าไปในตัวยาตอนเตรียมเคสได้ทันทีครับ ทำให้ขณะฉีดคนไข้จะรู้สึกสบายผิวมาก ไม่เจ็บแสบอย่างที่คิด อาจมีความรู้สึกหน่วงๆ บ้างเล็กน้อยในขณะเดินยา ซึ่งถือเป็นระดับความเจ็บที่ทนได้สบายมากครับ (Pain Score 4/10)
อาการบวมและการพักฟื้น (Downtime):
- 1-3 วันแรก: เนื่องจาก Radiesse มีส่วนประกอบของเจล CMC และน้ำที่ใช้ผสมยาชา ทำให้หลังทำทันทีอาจมีอาการบวม หรือรู้สึกตึงๆ ผิวบริเวณที่ฉีดบ้างเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าตัวยากำลังกระจายตัวครับ
- วันที่ 4-7: อาการบวมจะค่อยๆ ยุบลงอย่างชัดเจน ผิวจะเริ่มเข้าที่และเรียบเนียนขึ้น
- รอยเข็มและรอยช้ำ: อาจเกิดขึ้นได้บ้างในบางราย (ขึ้นอยู่กับสภาพหลอดเลือดของแต่ละบุคคล) แต่หมอล็อคใช้เทคนิค “เข็มทื่อ (Cannula)” ในการเปิดผิว ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและลดโอกาสเกิดรอยเข็มช้ำม่วงได้ดีมากครับ
สรุปคือ: คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ (Downtime สั้นมาก) เพียงแค่งดการนวดหน้าแรงๆ หรือออกกำลังกายหนักในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกเท่านั้นครับ
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีด
แม้ว่า Radiesse จะผ่านการรับรองจาก US FDA และมีความปลอดภัยสูง แต่หากทำหัตถการโดยแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ หรือเลือกใช้ความเข้มข้นที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดผลข้างเคียงได้ดังนี้ครับ
- การเกิดก้อนหรือตุ่มนูน (Nodules/Lumps): นี่คือความกังวลหลักของการฉีดสารกลุ่ม CaHA ครับ หากแพทย์ฉีดในชั้นผิวที่ “ตื้นเกินไป” หรือเกลี่ยยาไม่ดี อาจทำให้คลำเจอเป็นเม็ดไตแข็งๆ หรือมองเห็นเป็นก้อนสีขาวใต้ผิวหนังได้ ซึ่งแก้ไขได้ยากกว่าฟิลเลอร์ HA ดังนั้นเทคนิคการวางยาในชั้นลึกและการนวดเกลี่ยยาหลังฉีดจึงสำคัญมาก
- ไม่สามารถฉีดสลายได้ (Non-Reversible): ต้องระบุชัดเจนว่าเป็น Radiesse ข้อเสีย ที่สำคัญที่สุด คือตัวยานี้ “ไม่มียาฉีดสลาย” (Antidote) เหมือนฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid ที่ใช้ Hylase ฉีดละลายได้ทันที หากเกิดปัญหาหรือไม่พอใจทรง จะต้องรอให้ร่างกายสลายยาไปเองตามธรรมชาติ หรือใช้วิธีการฉีดน้ำเกลือล้าง/เลเซอร์สลายก้อนเท่านั้น
- ข้อห้ามสำหรับบางตำแหน่ง: ไม่แนะนำให้ฉีด Radiesse ในบริเวณที่ผิวบางมากๆ และมีการขยับตัวสูง เช่น ริมฝีปาก, ใต้ตา, หว่างคิ้ว และจมูก (ยกเว้นแพทย์ใช้เทคนิค Hyperdilute ขั้นสูง) เพราะเสี่ยงต่อการเกิดก้อนแข็งได้ง่ายครับ
ผู้ที่ไม่ควรฉีด: สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร, ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาชา Lidocaine รุนแรง, ผู้ที่มีผิวหนังอักเสบติดเชื้อ, และผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Autoimmune) ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียดก่อนทำครับ
อัปเดตราคา Radiesse โปรโมชั่นปี 2026 และความคุ้มค่าที่ได้รับ
สำหรับใครที่กำลังวางแผนงบประมาณและค้นหาข้อมูลว่า Radiesse ราคา เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าคุ้มค่าที่สุด ในปี 2026 นี้ ทาง Dr.Lock Aesthetic & Plastic Surgery Clinic ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อเอาใจคนรักงานผิวโครงสร้างโดยเฉพาะครับ โดยปกติแล้วราคามาตรฐานของ Radiesse Classic (ปริมาณ 1.5 cc) จะอยู่ที่กล่องละ 30,000 บาท แต่เพื่อให้คนไข้สามารถดูแลผิวได้ครบถ้วนตาม Protocol การรักษา (เช่น การทำ Full Face หรือทำควบคู่ Face & Neck) เราจึงจัดเซตราคาแบบ Double Structural Lift ที่คุ้มที่สุด ดังนี้ครับ
- 1 กล่อง (1.5 cc): ราคา 30,000 บาท (เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บรายละเอียดเฉพาะจุด เช่น ร่องแก้มลึก หรือเติมคาง)
- 2 กล่อง (3.0 cc): ราคาพิเศษเพียง 39,900 บาท (Best Deal!) (ตกเฉลี่ยเหลือเพียงกล่องละ 19,950 บาท เท่านั้น! ประหยัดไปถึง 20,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฉีดทั่วใบหน้าเพื่อสร้างโครงสร้างผิวใหม่, ฉีดหลังมือ 2 ข้าง หรือชวนเพื่อนมาหารความสวยด้วยกันครับ)
ความคุ้มค่าที่คุณจะได้รับ: ราคานี้เป็นราคา Net ที่รวมค่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (Specialist Fee) ค่าหัตถการ และค่าบริการทางการแพทย์เรียบร้อยแล้ว ไม่มีบวกเพิ่ม มั่นใจได้เลยว่าคุณจะได้รับตัวยาแท้แกะกล่องใหม่เต็มจำนวน 1.5 cc ต่อกล่องแน่นอนครับ
วิธีเช็คยาแท้ Radiesse และจุดสังเกตของปลอม
เพื่อให้มั่นใจว่าใบหน้าของคุณจะได้รับการดูแลด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน การทราบ วิธีเช็คยาแท้ Radiesse ก่อนเริ่มทำหัตถการจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรละเลยครับ ปัจจุบัน Radiesse ถูกนำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างถูกต้องเพียงเจ้าเดียวในประเทศไทย คือบริษัท Merz Aesthetics Thailand (เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย) ซึ่งเราสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตัวเองผ่าน 3 จุดสังเกตหลัก ดังนี้ครับ
- สแกน QR Code ผ่านระบบ MerzCheck: บนกล่องจะต้องมีสติกเกอร์โฮโลแกรมติดผนึกอยู่ เมื่อขูดแถบสีเงินออกจะพบ QR Code ให้ใช้สมาร์ทโฟนสแกนเพื่อเข้าสู่ระบบ MerzCheck (หรือผ่าน Line Official ของบริษัท) หน้าจอต้องแสดงผลยืนยันว่าเป็น “ THIS IS AUTHENTIC PRODUCT ผลิตภัณฑ์ที่ท่านได้ตรวจสอบ ได้รับรองว่าเป็นของแท้ นำเข้าโดยบริษัทเมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จำกัด” พร้อมหมายเลข QR CODE ซึ่งต้องตรงกันกับหมายเลขหน้ากล่อง
- เลข Lot. ต้องตรงกัน 2 จุด: ตรวจสอบเลข Lot Number และวันหมดอายุ (Exp. Date) ว่าตรงกันทั้ง 2 ตำแหน่งหรือไม่ คือ 1. บนกล่องด้านนอก และ 2. บนซองฟอยล์บรรจุหลอดยาด้านใน หากเลขไม่ตรงกันให้สันนิษฐานว่าเป็นของปลอมหรือมีการสลับยาครับ
- กล่องต้องปิดผนึกสมบูรณ์และมีฉลากไทย: สภาพกล่องต้องใหม่ ไม่มีรอยแกะ รอยกรีด หรือรอยบุบสลาย และต้องมีฉลากภาษาไทยกำกับชัดเจน ระบุชื่อผู้นำเข้าคือ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จำกัด และมีเลขทะเบียน อย. ถูกต้อง
มั่นใจได้ที่ Dr.Lock Clinic: เรายึดมั่นในจรรยาบรรณแพทย์และความโปร่งใสสูงสุด หมอยินดีแกะกล่องใหม่ให้คนไข้ดูต่อหน้า (Unboxing) ทุกเคส พร้อมสอนวิธีสแกนเช็คยาแท้ก่อนฉีด มั่นใจได้เลยว่ายาที่เข้าสู่ผิวหน้าของคุณคือ Radiesse ของแท้ 100% จากบริษัทผู้ผลิตครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อยและข้อสงสัยก่อนตัดสินใจทำ Radiesse
เพื่อช่วยให้คนไข้คลายกังวลและเตรียมตัวได้ถูกต้องที่สุด หมอล็อคได้รวบรวม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Radiesse จากเคสจริงมาตอบให้หายสงสัยกันครับ
Radiesse ฉีดใต้ตาได้ไหม
โดยทั่วไปแล้วหมอ “ไม่แนะนำ” ให้ฉีด Radiesse แบบเข้มข้น (Undiluted) เข้าไปเติมเต็มบริเวณร่องน้ำตาหรือใต้ตาโดยตรงครับ เนื่องจากผิวบริเวณนี้มีความบอบบางมาก เสี่ยงต่อการเกิดก้อนนูนหรือสีขาวขุ่นใต้ผิวได้ง่าย หากต้องการแก้ปัญหาใต้ตาจริงๆ แนะนำให้ใช้ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มกลุ่ม Hyaluronic Acid จะปลอดภัยและเป็นธรรมชาติกว่าครับ
หลังฉีดต้องนวดหน้าเหมือน Sculptra ไหม
ไม่จำเป็นต้องนวดเองครับ ข้อดีของ Radiesse คือหลังแพทย์ทำการฉีดและปั้นทรงให้เข้าที่แล้ว คนไข้ “ไม่ต้องกลับไปนวดหน้าต่อที่บ้าน” (No Massage Required) เหมือนการทำ Sculptra ครับ เพียงแค่ระวังอย่ากดทับหรือนวดหน้าแรงๆ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกก็เพียงพอครับ
ทำควบคู่กับ Hifu หรือ Ulthera ได้ไหม
สามารถทำร่วมกันได้ครับ เพื่อผลลัพธ์การยกกระชับที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยรองรับ แต่มีข้อแนะนำเรื่องลำดับเวลาครับ
- หากทำเครื่องยกกระชับ (Hifu/Ulthera/Thermage) “ก่อน” สามารถฉีด Radiesse ต่อได้เลยทันทีหรือในวันเดียวกัน
- หากฉีด Radiesse ไปแล้ว แนะนำให้เว้นระยะห่างประมาณ 2-4 สัปดาห์ ก่อนไปทำเครื่องยกกระชับ เพื่อให้ตัวยาเซตตัวเกาะกับเนื้อเยื่อผิวได้สมบูรณ์ก่อนโดนความร้อนครับ
ถ้าเคยฉีดฟิลเลอร์มาแล้ว สามารถฉีด Radiesse ทับได้ไหม
ฉีดได้ครับ แต่ควรเว้นระยะให้ฟิลเลอร์เดิมยุบตัวลงบ้าง หรือแจ้งแพทย์ให้ทราบตำแหน่งที่เคยฉีดอย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์วางแผนการวางยาในชั้นผิวที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดการทับซ้อนกันจนผิวดูหนาเกินไปครับ
สรุป Radiesse ทางเลือกกู้ผิวพังและสร้างโครงสร้างใหม่ที่คุ้มค่า
สรุปแล้ว Radiesse ถือเป็น “King of Collagen Biostimulator” ที่โดดเด่นที่สุดในเรื่องการฟื้นฟูโครงสร้างผิว (Structural Regeneration) ครับ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาหน้าย้วย ร่องแก้มลึก หรือมือเหี่ยว ให้กลับมาตึงกระชับและดูอ่อนเยาว์แบบเร่งด่วน โดยไม่ต้องรอผลลัพธ์นานเหมือนตัวอื่นๆ ด้วยกลไกแบบ Hybrid ที่ให้ผลลัพธ์ 2 ต่อ ทั้งการเติมเต็มทันทีและการกระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับคนที่รักผิวจริงครับ
แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยสูงสุด การเลือกคลินิกคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดครับ ที่ Dr.Lock Aesthetic & Plastic Surgery Clinic เราให้ความสำคัญกับมาตรฐานการรักษาในทุกมิติ:
- เทคนิค Hyperdilute: เราเชี่ยวชาญเทคนิคการกระจายตัวยาชั้นสูง เพื่อให้งานผิวเนียนเรียบเป็นธรรมชาติที่สุด
- ยาแท้ตรวจสอบได้: เราการันตีใช้ยาแท้จาก Merz Aesthetics Thailand 100% สอนวิธีเช็คทุกขั้นตอนก่อนฉีด
- ราคาที่จริงใจ: โปรโมชั่น 2 กล่อง 39,900 บาท เป็นราคาที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อให้คนไข้ได้รับปริมาณยาที่เพียงพอต่อการเห็นผลจริง
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าปัญหาผิวของคุณเหมาะกับ Radiesse หรือ Sculptra สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเปรียบเทียบเพิ่มเติมได้ที่หน้าหลัก Collagen Biostimulator ของเราครับ
“คืนโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ย้อนวัยให้ผิวแน่นกระชับ ปรึกษาหมอล็อควันนี้ครับ” ส่งรูปหน้าหรือหลังมือมาประเมินฟรี หรือสอบถามคิวได้ทาง Line: @drlockclinic ครับ